วันเด็ก(ป่วย)

26828919_1999235643684463_1237852398_o

ประเทศไทยเริ่มมีวันเด็กมาตั้งแต่ พ.ศ. 2498

ก่อนหน้านั้น เราจัดวันเด็กกันทุกวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นทุกวันที่ 2 ของเดือนมกราคม เมื่อ พ.ศ.2508

นัยหนึ่งเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของเด็กเป็นอันดับแรก เมื่อปีใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมา วันเด็ก กลายเป็นวันที่เด็กๆ ทุกคนเฝ้ารอ

รอที่จะได้ของขวัญ…รอที่จะไปงานวันเด็ก

รอที่จะได้ใส่ชุดใหม่ไปเที่ยวกับครอบครัว…

โครงการโรงพยาบาลมีสุข ก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน

คงจะมีเด็กๆ เฝ้ารอวันพิเศษวันนี้…

ไม่เว้นแม้แต่ “เด็กป่วยในโรงพยาบาล”

ทุกๆ ปี โครงการจึงหอบเอาของขวัญกองโต ที่ได้รับบริจาคมาจากพวกคุณนั่นแหละ ส่งตรงถึงเตียงเด็กป่วย

แม้จะไม่ได้ไปร่วมงานวันเด็ก แม้จะไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แม้ชุดที่ใส่ยังคงเป็นชุดในโรงพยาบาล

แต่อย่างน้อย เด็กๆ จะมีขนม มีของขวัญ ของเล่นชิ้นใหม่ ที่ได้เลือกเองกับมือ โดยมีพี่ๆ เหล่าอาสาสร้างสุข ยกขบวนกันไปสร้างรอยยิ้มให้เปื้อนหน้าทั้งเด็กป่วย คุณพ่อคุณแม่ คุณหมอ และพี่ๆ พยาบาล

ตลอดสัปดาห์นี้ เราแวะเวียนไป  โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลภูมิพลอดุยเดช สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และภาพที่คุณเห็นนี้ เป็นภาพบรรยากาศจากการไปเยี่ยมเด็กๆ ที่ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ ชลประทาน

น้องแม็ค (นามสมมุติ) เข้ามารับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ ชลประทาน เพราะติดเชื้อจากการกินไข่ไก่ พ่อกับแม่ของน้องบอกว่า น้องเพิ่งจะร้องไห้ และหลับไปก่อนพี่ๆ อาสาสร้างสุขเข้ามาได้ไม่นาน

น้องแม็คเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเด็กป่วยในโรงพยาบาลที่มีอยู่ทั่วประเทศ ที่ไม่ได้ไปร่วมงานวันเด็กปีนี้

หวังว่า เมื่อหนูลืมตาตื่นขึ้น หนูจะยิ้มให้ตุ๊กตาหมี และของเล่นที่พี่ๆ อาสาสร้างสุขวางไว้ให้

หวังมากไปกว่านั้น คือหวังให้มีอาสาสร้างสุข เกิดขึ้นทุกโรงพยาบาล เข้าไปสร้างความสุข เพื่อลดความทุกข์ให้แก่เด็กป่วย ญาติ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเกิดโดยมูลนิธิกระจกเงา หรือไม่ก็ตาม เพื่อให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโรงพยาบาลมากกว่ามิติด้านการรักษา สร้างกลไกรักษาแบบองค์รวมโดยสังคมมีส่วนร่วมได้

อาสาสมัครสร้างสุข และโครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา ขอส่งกำลังใจให้เด็กป่วยทุกคนแข็งแรงในเร็ววัน

แด่ดาวดวงน้อย ที่ไม่ได้ไปร่วมงานวันเด็ก

สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลง
มูลนิธิกระจกเงา

เครดิตภาพ: ชิติสรรค์ เลิศลักขณากุล
หมายเหตุ: ได้รับอนุญาตเผยแพร่ภาพจากศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ ชลประทาน

ที่สวนครูองุ่น มีวันเด็ก…ทุกวัน

get_body

สวนครูองุ่น มูลนิธิกระจกเงา เปิดต้อนรับเด็กทุกวัน ที่นี่เป็นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ที่ดำเนินการโดยเอกชนเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯ

“เราตั้งใจจะรักษาสภาพพื้นที่กลางใจเมืองแห่งนี้ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับเด็ก เยาวชน เป็น KNOWLEDGE CENTER เป็น CREATIVE SPACE เป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างผู้คนหลายเจนเรชั่น เพื่อสืบสานเจตนารมย์ของครูองุ่น ผู้เป็นเจ้าของบ้าน และที่ดินแห่งนี้” โซเฟีย ผู้ดูแลสวนครูองุ่น บอกเจตนารมย์ของมูลนิธิกระจกเงา

ครูองุ่นอุทิศทั้งชีวิตใช้หุ่นมือ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมระหว่างเด็ก กับผู้ใหญ่ หุ่นมือที่ถูกดัดแปลงจากเศษผ้า และอุปกรณ์เหลือใช้ จะถูกชุบชีวิต กลายเป็นนักแสดงตัวเอกในนิทานสอนใจบ้าง เล่าเรื่องทางสังคมบ้าง บนความเชื่อว่า…

“เด็กสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม เราไม่อาจละเลยความฝันของเด็ก”

ที่นี่ต้อนรับใครก็ตามที่อยากใช้พื้นที่เพื่อสร้างสรรค์สังคม ในอนาคต เราจะทำ CO WORKING SPACE มีห้องสมุดออนไลน์ และเราจะทำระบบ MATCHING ความรู้ระหว่างผู้รู้ และผู้เรียน อารมณ์คล้ายๆ HOME SCHOOL ปลายทางของที่นี่ จะทำเป็นโรงละครเพื่อเชิดชูเกียรติครูองุ่น

22196187_1082080311927825_7053400088584394528_n22405817_1970265469925133_8818274161208685591_n22195328_1968025653482448_3389676554335284939_n22154697_1968025826815764_1495215703444723532_n

“สิ่งที่ครูทำเป็นสิ่งที่ควรสานต่อ ไม่ควรจบไปกับผู้คนในรุ่นครู”

ขณะนี้ สวนครูองุ่น มีกิจกรรมสนุกที่เตรียมพร้อม รอแค่เด็กเข้ามาเล่นด้วยกัน ทุกๆ วันเราเตรียมพื้นที่สำหรับเด็ก มีมุมของเล่นเสริมสร้างพัฒนาการ มีกิจกรรมให้เด็กได้ทำงานศิลปะ WORKSHOP ให้เด็กวาดภาพระบายสี กิจกรรม DIY ของเล่นเด็ก กิจกรรมตามเทศกาล

และแน่นอนว่า เทศกาลวันเด็กที่จะมาถึงนี้ สวนครูองุ่นก็พร้อมมากๆ ที่จะต้อนรับเด็ก และครอบครัวมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน เรามีเวทีการแสดงให้เด็กมาแสดงความสามารถ มีโชว์ มีงานดนตรี มีแจกรางวัล มีนิทานหุ่นมือหมาจอก พร้อม WORKSHOP ทำหุ่นมือ กิจกรรมในสวน มีเพ้นท์หุ่นปูนปราสเตอร์ มีตักไข่นำโชค มี FACE PAINT FINGER PAINT และ HAND PAINT มีบูธหนังสือเล่มละบาท จากโครงการอ่านสร้างชาติ มีบูธจากเพื่อนบ้านของสวนครูองุ่น มีเปิดร้านขายของราคาย่อมเยาว์ และเรายังจัดนิทรรศการครูองุ่นให้ทุกคนได้เข้ามาทำความรู้จักครูด้วย

26167324_2006545049630508_4363760998092662087_n

สวนครูองุ่นเดินทางง่าย เราอยากให้คุณเดินเข้ามานั่งเล่นด้วยกัน

วันเด็กไปไหนดี??
ไปสวนครูองุ่น ขึ้นรถไฟฟ้า ลงสถานีทองหล่อ
ไปสวนครูองุ่น จากปากซอยทองหล่อ เดินตรงมาเลย ใกล้ๆ
ไปสวนครูองุ่น ให้เด็กๆ ได้มาทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกัน

แล้ววันหยุดล่ะ พาลูกไปไหนดี?
ไปส่วนครูองุ่น
สวนครูองุ่น เข้าฟรีทุกวัน!!

เพราะวันเด็ก = ทุกวัน

สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลง

มูลนิธิกระจกเงา

วันเด็ก 365 วัน

Screen Shot 2561-01-10 at 11.38.51 AM

เราต่างก็ทำให้วันเด็กเป็นวันพิเศษ

กองทัพเปิดให้เด็กได้นั่งเครื่องบินขี่รถถัง

เด็กได้มีโอกาสไปนั่งเก้าอี้นายกฯโดยที่ไม่ต้องต่อสู้กันทางการเมืองเพื่อจะได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้นี้

พ่อแม่หลายคนต้องจัดเวลาพาลูกไปเที่ยวให้ได้ในวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม

วันเด็กถูกทำให้เป็นวันพิเศษ 1 วันใน 365 วัน 

ในขณะที่มีสนามเด็กเล่นในเมืองน้อยมาก

เด็กจำนวนมากเกิดในแผ่นดินไทยแต่ไร้สัญชาติ

การปฏิรูปการศึกษาที่หมดไปกับการแบ่งเขตอำนาจของครูและผู้บริหารกระทรวงฯ

เด็กบางคนอยู่ในคุกกับแม่ที่ทำความผิด

เด็กที่สูญเสียความเป็นเด็กเพราะเจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาล

และเด็กที่หายไปจากครอบครัวโดยที่ยังไม่ทราบว่าเด็กพวกนั้นหายไปไหน

ทำอย่างไรเพื่อให้วันเด็กหมายถึงทุกๆวัน

ในฐานะที่เด็กเป็นพลัง ความหวัง และ อนาคตของเรา

คำขวัญที่มุ่งมั่นสวยงาม ดูไร้ค่า…

เมื่อเทียบกับความพยายามสร้างโอกาสในการพัฒนาเด็กของชาติอย่างเป็นรูปธรรม

ทำให้ทุกวันเป็นวันเด็ก หรือเห็นความสำคัญของเด็กมากกว่าคำขวัญ หรือกิจกรรมเฉพาะวัน

 

“สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลง”

มูลนิธิกระจกเงา

5 ข้อสำคัญ สำหรับการทำงานอาสาสมัคร ใน โรงพยาบาล

  1. สิทธิผู้ป่วย ห้ามถ่ายรูปผู้ป่วยโดยไม่ได้รับอนุญาต และห้ามนำรูปถ่ายของผู้ป่วยไปโพสน์ตามเว็บไซต์หรือสื่อโซเซียลมีเดียต่างๆเป็นอันขาด เพราะต้องเคารพสิทธิของผู้ป่วยและอาจเกิดการฟ้องร้องได้
  2. หากเจ็บป่วย อาสาสมัครควรงดลงพื้นที่ทำกิจกรรม อส.ใน โรงพยาบาล ด้วยผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้วอาจได้รับเชื้อโรคจากอาสาสมัคร13631454_1184912834892067_8860787775986275267_n
  3. คำสัญญา สำคัญยิ่ง หากรับปากสิ่งใดไว้กับผู้ป่วยอาสาสมัครควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
  4. ห้ามนำของกินทุกชนิด ให้ผู้ป่วยรับประทานหากยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
  5. ความปลอดภัยของอาสาสมัคร ก่อนและหลังทำกิจกรรม ควรล้างมือให้สะอาด ทุกครั้งที่เข้าทำกิจกรรม

กิจกรรมสร้างสุข สุขที่สร้างได้ ใน โรงพยาบาล

การนำกิจกรรมเข้ามาเป็นตัวกลางในการสร้างความสุข ลดความทุกข์ ควรจะเป็นกิจกรรมที่ง่าย ๆ สร้างความสุขได้ทันที ไม่มีความซับซ้อน และควรเป็นกิจกรรมที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด สร้างการมีส่วนร่วมของเด็กป่วยโดยไม่แบ่งเพศให้เด็กได้มีโอกาสสร้างสัมพันธ์ฉันเพื่อนในพื้นที่โรงพยาบาล ซึ่งกิจกรรมสร้างสุขในพื้นที่โรงพยาบาลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ศิลปะบำบัด สร้างสรรค์ตามจินตนาการเมื่อกล่าวถึงศิลปะแล้วนั้น เป็นกิจกรรมที่สามารถเข้าได้กับทุกกลุ่มทุกวัยโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เพราะศิลปะทำให้ผ่อนคลาย สร้างความเพลิดเพลิน ช่วยขัดเกลาให้จิตใจอ่อนโยน รวมทั้งได้ฝึกสมาธิในการทำกิจกรรมหรือสิ่งต่างๆได้มากขึ้น เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ และเสริมสร้างทักษะทางด้านความคิด และยังช่วยให้ลืมความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายไปชั่วขณะหนึ่งได้ ซึ่งตัวอย่างกิจกรรมศิลปะ เช่น วาดภาพ ระบายสีภาพ การพิมพ์ภาพ การเพ้นท์ภาพบนผ้าดิบ เป็นต้น สีที่ใช้ เช่น สีน้ำ สีไม้ สีเทียน สีชอล์ก เป็นต้น

13511016_1178134752236542_4583904079946337718_n

ดนตรีบำบัดเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุนทรี ความเพลิดเพลิน ร่าเริง เบิกบาน และเสียงของดนตรีสามารถเข้าไปแตะถึงจิตวิญญาณของผู้ป่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายภาวะเครียดเศร้าโศกได้ ตัวอย่างเช่น ร้องเพลง, เล่นดนตรี, การฟังเพลง, ร้องเพลงคาราโอเกะ, นิทานเพลง, ซีดีเพลงเด็กเสริมทักษะ เป็นต้น ทั้งนี้กิจกรรมนอกจากแสดงให้ผู้ป่วยรับชมและรับฟังแล้ว ยังสามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้ป่วยเด็กได้ เช่น สอนให้รู้จักเครื่องดนตรีแต่ละชนิด, สอนร้องเพลง, สอนเล่นตรี เป็นต้น

สื่อมีเดียเทคโนโลยีเปิดโลกกว้างเครื่องมือเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในกิจกรรมสร้างสุขได้เช่นกัน ได้แก่ สื่อมีเดียจำพวกหนังการ์ตูน, สารคดีต่าง ๆ, สื่อการเรียนการสอน, หนังตลก เป็นต้นซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา สร้างจินตาการและกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ นอกห้องเรียน ผ่านสื่อมีเดียเหล่านั้นได้

549990_527960273920663_1710825042_n

มหัศจรรย์งานประดิษฐ์กิจกรรมที่ฝึกให้ผู้ป่วยมีสมาธิจดจ่อต่อชิ้นงานที่ตนเองทำ รวมถึงสามารถลดความเครียดลงได้ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านความคิด นอกจากนี้ทำให้ผู้ป่วยได้เห็นคุณค่าของตนเองและชิ้นงาน มีผลต่อจิตใจอย่างน้อยยามที่เจ็บป่วยยังพอได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ และต่อยอดได้ ซึ่งกิจกรรมประดิษฐ์สำหรับผู้ป่วย เช่น กล่องทิชชู่, หุ่นนิ้ว, ต่อด้ามดินสอ, กระถางต้นไม้, มงกุฎหัวใจ, เกลือสีในแก้ว, เทียนหอม, การ์ดอวยพร เป็นต้น

1499501_826027477447273_2907559441091777653_n

เพื่อนเล่นเพิ่มพลังช่วยพัฒนาร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้ป่วยเด็กการที่เด็กต้องมาอยู่โรงพยาบาลทำให้ขาดเพื่อนไม่สามารถออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมได้เช่นเดิมการสร้างกิจกรรมเป็นเพื่อนเล่นกับผู้ป่วยเด็ก สามารถช่วยทดแทนความรู้สูกของการขาดเพื่อนและอยู่ในภาวะที่ไม่คุ้นชินของเด็กป่วยได้ นอกจากนี้ซึ่งกิจกรรมเพื่อนเล่นทำให้รับรู้ความในใจของผู้ป่วยเด็กได้ผ่านการเล่น เช่น เล่นตัวต่อ, เล่นเกมเศรษฐี, เล่นตุ๊กตา, เล่นหุ่นมือ, ปั้นดินน้ำมัน เป็นต้น สิ่งที่ควรคำนึงในกิจกรรมนี้คือ ผู้ป่วยเด็กต้องเป็นคนนำเล่น และเล่นตาม เพราะจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย สนุก และเกิดกาารผ่อนคลายจากอาการเจ็บป่วยลงได้

10474645_890283864354967_4134442182859927225_n

กิจกรรมสื่อส่งเสริมทักษะและพัฒนาการเนื่องด้วยผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ การเรียนจึงชะงักลงเด็กบางคนไม่ได้เรียนหนังสือเพราะป่วยตั้งแต่เด็กหรือเด็กบางคนยังมีความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อให้ทันเพื่อน ๆ  ดังนั้นกิจกรรมสื่อส่งเสริมทักษะและพัฒนาการ จึงเข้ามาช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ทบทวนบทเรียน, อ่านหนังสือ, การเรียนท่อง ก.ไก่, ศัพท์ภาษาอังกฤษ์, เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียน เป็นต้น ทักษะเล่านี้จะช่วยให้เด็กได้เรียนหนังสือแม้จะอยู่ในโรงพยาบาล

จากที่กล่าวไว้ข้างต้นกิจกรรมแต่ละประเภทมีความเหมาะสมในแต่ละกลุ่มเป้าหมายฉะนั้นการทำกิจกรรมสร้างสุขต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัยเป็นหลัก เน้นกิจกรรมที่ง่ายไม่ซับซ้อน และสิ่งสำคัญต้องสร้างความสุขอย่างแท้จริงแก่ผู้ป่วยเด็ก

10 คุณสมบัติ สู่งานอาสาสมัคร (สร้างสุข) ใน โรงพยาบาล

       คนทุกคนต่างมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป คุณสมบัติสามารถสร้างเพิ่มเติมได้ภายหลัง การกำหนดในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ถูกกำหนดขึ้นด้วยปัจจัยหลายด้านด้วยกัน เช่น สถานที่ ลักษณะของงาน ฯลฯ ดังนั้นคุณสมบัติของอาสาสมัคร ใน โรงพยาบาล จึงถูกกำหนดขึ้นมาให้เหมาะสมกับสถานที่ และลักษณะของงาน โดยคุณสมบัติของอาสาสมัคร ใน โรงพยาบาล ประกอบด้วย

  1. มีความตั้งใจดีในการทำงานอาสาสมัคร และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ แก่ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
  2. มีบุคลิกยิ้มแย้ม แจ่มใจ มนุษยสัมพันธ์ดี
  3. ลด “อัตตา”ความเป็นตัวตนของตนเองลง
  4. สามารถสื่อสารทั้งเป็นผู้พูดและผู้ฟัง ที่ดี
  5. มีความอดทน และเสียสละ
  6. มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น
  7. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์
  8. ไม่จำกัดเพศ อายุ การศึกษา หรือสถานะทางการเงิน (ในกรณีที่อายุต่ำกว่า15 ปีบริบูรณ์ต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากผู้ปกครอง)
  9. ไม่สร้างปัญหาในการร่วมทำกิจกรรมกับผู้ป่วย ไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ป่วย และไม่กระทำการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความทุกข์กับคนรอบข้าง ใน พื้นที่ โรงพยาบาล
  10. วางตนเองอยู่ในบทบาทหนุนเสริมต่อกลไก “การเพิ่มความสุข ลดความทุกข์” สำหรับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม15781646_10154667462057110_4742051163992153471_n

จากที่กล่าวมาคุณสมบัติเหล่านั้น คือ “หัวใจหลักที่สำคัญของความเป็นอาสาสร้างสุข “เมื่อคุณทำตามคุณสมบัติดังกล่าวเหล่านั้นด้วยใจ ก็ถือว่าคุณทำหน้าที่ของอาสาสมัคร ใน โรงพยาบาลได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

 

สิ่งที่ควรคำนึงสำหรับกิจกรรมอาสาสมัครในพื้นที่โรงพยาบาล

กิจกรรมสร้างสุขเป็นการรุกคืบเข้าไปสู่พื้นที่ของความทุกข์ภายในจิตใจของผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ด้วย หากเปรียบโลกของความสุขคือสีชมพู ความทุกข์คือสีดำ มันก็ดูเป็นอะไรที่ซ้ายสุด กับขวาสุดอย่างชัดเจนเกินไปทำไมเราถึงไม่สร้างพื้นที่ของสีชมพูให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้พื้นที่ของสีดำ กลายเป็นสีเทา และกลายเป็นสีชมพูในที่สุด โดยใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มเป้าหมายกับความสุขซึ่งอาจก่อให้เกิดประโยชน์ทางบวกและลบได้ด้วยความไม่สอดคล้อง ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงสำหรับการทำกิจกรรมสร้างสุขที่สำคัญ ได้แก่

ความเจ็บป่วยของโรคภัยการทราบความเจ็บป่วยเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นนั้น ทำให้สามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องต่อความเจ็บป่วย ข้อจำกัด และข้อควรระวังสำหรับอาการป่วย ความเหมาะสมของกิจกรรมจะส่งผลให้ผู้ป่วยผ่อนคลายรับรู้ได้ถึงความใส่ใจและความปรารถนาดี

เพศและวัยเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญในการทำกิจกรรมหากกิจกรรมไม่สอดคล้องอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องของความสุขผู้ป่วยได้ดีนัก เช่น การวาดภาพระบายสีเหมาะกับเด็ก ก็จริงหากว่าผู้ป่วยที่เป็นเด็กโตอาจไม่ได้มีความรู้สึกชอบ หรือการเล่านิทานให้สอดคล้องกับเพศ ช่วงวัยสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นได้

ความจำเจของกิจกรรมการทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลต่อผู้ป่วยคือความจำเจ เบื่อหน่าย ขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีความกระตือรือร้น ถึงแม้ว่ามีกิจกรรมทำแต่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจ ดั้งนั้นในการทำกิจกรรมต้องมีทีมที่เข้ามาพัฒนากิจกรรมอย่างจริงจังและมีความลึกซึ้งในเนื้อหาของกิจกรรมที่ผลิตความสุขต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง

IMG-7434

ความหลากหลายของกิจกรรมความหลากหลายของกิจกรรมนั้นดีแต่หากกิจกรรมที่หลากหลายดำเนินการในครั้งเดียว มีผลต่อผู้ป่วย คือ ไม่จดจ่อ ขาดสมาธิ ทำให้การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยลดน้อยลง ในการทำกิจกรรมสร้างสุขแต่ละครั้งควรกำหนดกิจกรรมเพีบง 1-2 กิจกรรม โดยแต่ละกิจกรรมให้มีความลึกซึ้ง สร้างบรรยากาศและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยให้มีสีสันมีชีวิตชีวาปรับประยุกต์ให้เกิดสิ่งใหม่ เพื่อกิจกรรมนั้นเข้าถึงความสุขอย่างแท้จริง

ความหลากหลายด้านเทคโนโลยีว่าด้วยเรื่องของอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมทักษะและความรู้เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่น VCD (การดูหนัง การ์ตูน สารคดี) หรือฟังเพลงกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยบำบัดจากข้างในออกมาสู่ข้างนอกสัมผัส ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เงียบเหงา มีการเคลื่อนไหว ผ่านภาพและเสียง จากสิ่งที่รับรู้ 

IMG-7435

กิจกรรมสร้างสุขเป็นเพียงนำกิจกรรมมาเป็นตัวกลางซึ่งเรียกว่าเครื่องมือเชื่อมระหว่างอาสาสมัครผู้ป่วย ผู้ปกครอง ญาติ ร่วมทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและถ่ายทอดให้มีการเคลื่อนไหวของความสุขให้เกิดภาวะการลดความทุกข์ ถ่ายเทความเครียด ซึ่งกิจกรรมต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และเข้าไปถึงรากของความสุข

เรียบเรียง : กรวิกา ก้อนแก้ว

วาดฝัน – กิจกรรมดูแลผู้ป่วยเด็กที่เป็นลูคีเมีย โดยอาสาสมัครเยาวชน

ฉันมีความมุ่งมั่น
และฉันหวัง
ที่แต่ละชั่วขณะ
จะสวยงามราวกับเป็นดินสอสี
และฉันหวัง
ว่าจะสามารถวาดมันลงกระดาษเปล่าอันล้ำค่า
ด้วยอิสระที่เซ่อซ่า
ด้วยดวงตา
ที่ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป

           กู่ เฉิง (Gu Cheng) เขียนกลอนบทนี้ด้วยปากกาที่คนสามารถวาดภาพอรุณยามเช้า วาดรอยยิ้ม และวาดความหวังของเขาหรือเธอก็ได้ วันนี้อาสาสมัคร 5 คนจาก Chu Kochen Honors College ไปโรงพยาบาลเด็กในมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) และได้นำแปรงสีพร้อมกับกระดาษให้เด็กวาดความปรารถนาของตัวเอง

บนชั้น5 และชั้น6 ของโรงพยาบาลเด็ก มีเด็กจำนวนมากที่อายุน้อยกว่า 10 ขวบอาศัยอยู่ และต้องเผชิญต่อสู้กับความเจ็บปวดจากความทรมานของโรคลูคีเมีย ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถรักษาให้เด็กจำนวนมากจนสามารถกลับบ้านได้ในเวลา 2-3 ปี แต่กลับขาดแคลนเกมและอาหารอร่อย ๆ อย่างที่เด็กข้างนอกมีกัน พวกเขาไม่สามารถเล่นสนุกกับเพื่อนๆได้ ตามทางเดินอาคารที่มีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาล เมื่อมองออกนอกหน้าต่าง ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากกำแพงสีหม่น นับวัน นับปี จนกระทั่งเด็กๆก็เริ่มชินกับชีวิตแบบนี้ไป

ดังนั้นอาสาสมัครเยาวชนได้เข้ามาจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องดูแลผู้ป่วยลูคีเมียเด็ก อย่างเช่นการพูดคุย การอยู่เล่นกับเด็กๆ รวมถึงการจัดการแสดงเล็กๆให้กับน้องๆ ทำกิจกรรมโดยที่จะสอนวาดรูประบายสี,พับกระดาษ,ปั้นดินน้ำมัน และดนตรี โดยให้ความสำคัญในการสื่อสารกับเด็กเท่าๆกับการถามความต้องการของเด็กว่าอยากจะวาดอะไร มีกรณีที่เด็กคนหนึ่งมีปัญหาเพราะมือของเขามีเข็มฉีดยาฝังอยู่ บอกกับพี่ๆว่าอยากจะวาดรูปอาหารที่เขาอยากกิน อย่างเช่นโค้ก, ไอศครีม, ลูกอมลอลลี่ป๊อบ แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้เวลา แต่ทีมอาสาเราได้ช่วยให้น้องๆร่างโครงและระบายสีจนได้ผลงานที่น่าพอใจ

2file.php นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกคนหนึ่ง เขาอยากจะวาดทะเล เรือท่องมหาสมุทร ฝูงปลาโลมา และคลื่นทะเลกระทบหอประภาคาร บ้างถ้าหากไม่มีโรคลูคีเมีย เขาอาจจะสามารถไปที่ชายหาด ขี่เรือท่องทะเลตรงไปหาหอประภาคารที่ฝันถึง ที่แม้ในตอนนี้เป็นเพียงรูปวาดใบหนึ่งหลังจากจบกิจกรรม ในช่วงเวลาเดินทางกลับ มีเด็กคนหนึ่งดึงตัวอาสาสมัครเอาไว้ และบอกกับเธอว่าเขาไม่อยากกลับไปที่วอร์ด เหล่าอาสาต้องช่วยกันปลอบเขา เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน พวกเราก็ได้ให้คำสัญญาว่าจะต้องได้กลับมาเจอกับน้องๆอีก กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมทางการอันแรกของโครงการห้องเรียนในโรงพยาบาล (Hospital Classroom) และต่อจากนี้จะมีกิจกรรมที่นำความรู้และความสุขมาให้กับเด็กๆ ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาโชคดี แต่เราก็หวังว่าอย่างน้อยเด็กๆจะมีโอกาสได้วาดฝันของพวกเขา

file.php

 จากกิจกรรมศิลปะของเยาวชนอาสาสมัคร จัดให้แก่ผู้ป่วยเด็กโรคลูคีเมีย ส่งผลอย่างมากต่อภาวะจิตใจของเด็กป่วย ทำให้เด็กป่วยได้ทำกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างออกไป ได้ทำ ได้วาด ได้ฝัน ได้จินตนการ เท่าที่ตนเองสามารถทำได้ ผ่านศิลปะ ซึ่ง “อาสาสมัคร” มีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อน “ความสุข” สู่ผู้ป่วยเด็กโรคลูคีเมีย ที่มีความชินชากับบรรยากาศในพื้นที่โรงพยาบาล จนแทบจะจำไม่ได้ว่าเคยวาดฝันอะไรไว้บ้างก่อนที่จะเข้ามานอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานนับปีเช่นนี้

 ด้วยเด็กป่วยต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ในสถานพยาบาล ถูกจำกัดด้วยข้อห้ามต่าง ๆ เช่น การถูกจำกัดเรื่องอาหารการกิน พื้นที่ การไม่ได้ไปโรงเรียน เพื่อให้การรักษาดีขึ้น ย่อมมีผลต่อจิตใจของเด็กมากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกันออกไป

การเข้ามาสนับสนุนการทำงานของ รพ.ด้วย “อาสาสมัคร” ช่วยทำให้ลดความตึงเครียดลงในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล เป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้เชื่อได้ว่าสภาพการดำเนินงานภายในปัจจุบันนี้ เป็นภาระของการทำงานที่ต้องมุ่งรักษาทางกายเป็นหลัก การดูแลรักษาด้านจิตใจของเด็กป่วยจึงถูกลดความสำคัญลง

ดังนั้น “อาสาสมัคร” จึงเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ให้แก่คนในพื้นที่โรงพยาบาล สภาพแวดล้อมใหม่นี่เองจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลไกความสุข ให้เกิดขึ้น ดังเช่นบทกลอนที่กู่ เฉิง (Gu Cheng) ได้เขียนปิดท้ายการทำกิจกรรมอาสาสมัครของเขาและเพื่อนเยาวชนไว้ว่า

IMG-7224

ฉันอยากที่จะดับไฟของความเจ็บปวด
ฉันอยากจะวาดหน้าต่าง
ปกปิดผืนแผ่นดิน
และทำให้ดวงตาในความมืดเหล่านั้น
มีแสงอาศัยอยู่
ฉันอยากที่จะวาดภูเขาให้สูงขึ้นและสูงขึ้นอีก
เพื่อที่จะวาดความปรารถนาให้กับชนชาติตะวันออกนี้
เพื่อที่จะวาดท้องทะเล
ที่ซึ่งเสียงของความยินดีก้องไปอย่างไร้ขอบเขต

#อาสาสมัคร #เพิ่มสุขลดทุกข์ #เด็กป่วย #โรงพยาบาล

แปล : แสงเพชร งามพฤกษ์วานิชย์
เรียบเรียง : กรวิกา ก้อนแก้ว
ที่มา : http://ckc.zju.edu.cn/english/redir.php?catalog_id=395&object_id=67589

ปลายสายแห่งความหวัง…….

ปลายสายแห่งความหวัง…….

“อีหนูยายได้คุยกับลูกชายของยายแล้วนะลูก
ยายมีความสุขเหลือเกิน ขอบคุณหนูมากสำหรับคำแนะนำ
ในการตามหาลูกชาย ความสุขของคนเป็นแม่
แค่นี้ก็ชื่นใจมากแล้วลูกเอ่ย ขอให้หนูเจริญๆนะลูก
บทสนทนาของหญิงชราทางสายโทรศัพท์”

ทุกวันที่ “ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา”
จะทำการรับแจ้งประสานงานและให้คำแนะนำ
ในการติดตามหาคนหายทางสายโทรศัพท์
วันละ 5-7 ครอบครัว ทุกสายที่โทรเข้ามาล้วนมีความหวัง
ว่าจะได้รับการช่วยเหลือ หน้าที่ของเราคือการให้คำปรึกษา
คำแนะนำ รวมไปถึงการให้กำลังใจบุคคลที่โทรเข้ามา
เพราะทุกสายต่างมีความทุกข์
ต้องการระบายเพื่อหาทางออกให้กับตัวเอง
และความหวังในการพบเจออีกคนที่หายไป ……

ตลอดเวลาของการสนทนากับคุณยายท่านนี้
เราสัมผัสถึงความสุขผ่านปลายสายโทรศัพท์ของผู้เป็นแม่
ที่ได้มีโอกาสได้ยินเสียงลูกชายที่รักอีกครั้ง
และยังมีหลายครอบครัวที่ได้ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้
คนที่หายไปจากบ้าน….
ไม่ยอมติดต่อกับคนทางบ้าน
เพียงเพราะคิดว่าไม่อยากให้ใครเป็นห่วง
แต่การเงียบหายไปนั้นยิ่งทำให้คนในครอบครัว
เป็นห่วงเขาและเธอมากขึ้นกว่าเดิม

หน้าที่ของคนรับสายโทรศัพท์
ผู้เป็นเสมือนปลายทางแห่งความหวัง
ถึงแม้บางครั้งคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้อาจไม่มีเวลา
ส่วนตัวมากนัก แต่พวกเราเองก็รู้สึกดีที่อย่างน้อย
การอุทิศชีวิตในการทำงานของเราให้กับครอบครัวคนหาย
เรายังได้เป็นที่พึ่งพา เป็นความหวังของใครหลายๆ คน
หลายๆ ครอบครัวที่โทรเข้ามาหาเรา
ด้วยความหวังร่วมกันว่าการรอคอยจะได้สิ้นสุดลง

“การรอคอยต้องมีวันสิ้นสุด”
ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา

mirror1

โรงพยาบาลสถานที่สร้างสุข

      คนโดยทั่วไปมองว่าโรงพยาบาลเป็นที่ที่มีแต่ผู้ป่วย ความเจ็บปวด ความเศร้า ความหดหู่ น้ำตา และกลิ่นฉุนของยามองไปทางมุมไหนล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์โศกเป็นสภาพแวดล้อมแบบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกส่งผ่านจนกลายเป็นความเชื่อและถูกบอกต่อกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งมันก็เป็นข้อเท็จจริง หากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นมันดูเลวร้ายและเรายังนิ่งเฉย แสดงว่าเราจำนนกับสิ่งที่เป็นอยู่ โรงพยาบาลแม้จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของความทุกข์ แต่เราก็สามารถโต้ตอบความทุกข์นั้นได้ด้วยเช่นกัน โดยการเข้าไปเพิ่มความสุขบุกยึดพื้นที่แห่งความทุกข์นั้นเสีย

     เช่นนั้นแล้วโครงการโรงพยาบาลมีสุข จึงมีแนวคิดว่าโรงพยาบาลไม่ควรเป็นได้แค่พื้นที่ของความทุกข์ แต่ว่ามันควรเต็มไปด้วยเรื่องราวดี ๆ ด้วย เช่น ความสุข ความช่วยเหลือ เสียงหัวเราะ มิตรภาพ กิจกรรมที่ผ่อนคลาย และที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ทำให้โรงพยาบาลเป็นที่ที่สามารถเรียนรู้ได้ของคนในสังคมและเป็นได้มากกว่าโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยทางกายภาพ

   ดังนั้นการปฏิบัติการของโครงการโรงพยาบาลมีสุขจึงเข้าไปทำปฏิบัติการ และพัฒนาวิธีคิด รูปแบบ กิจกรรม “เพิ่มความสุข ลดความทุกข์” แก่ผู้ป่วยเด็ก ผู้ปกครอง/ญาติรวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ลดความตึงเครียด สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ในโรงพยาบาล โดยมี อาสาสมัคร เป็นกำลังสำคัญเข้ามาหนุนเสริม ทำให้โรงพยาบาลเชื่อมโยงกับสังคมในมิติอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นแค่สถานที่ให้บริการทางการแพทย์เท่านั้น

b-happy1

ซึ่งแนวคิดเรื่องของการสร้างสุขในพื้นที่โรงพยาบาลนั้น ไม่ใช่เพิ่งเริ่มคิดหรือริเริ่มทำ ได้มีคนบางกลุ่มในโลกนี้ ที่ทำโรงพยาบาลให้เป็นได้มากกว่าโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยทางกายภาพ

เช่น มูลนิธิพุทธฉือจี้ ของประเทศไต้หวัน ซึ่งมีแนวคิดเรื่อง “ The Mission to be a Humane Docter ” = “ การบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ” การบริการที่ทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกายภาพและเรื่องของสภาพจิตใจได้เปลี่ยนโรงพยาบาลจากที่มีแต่ ความทุกข์ให้เป็นความสุข มีคนกว่า 5-6 ล้านคน เข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร

b-happy2

เช่นเดียวกับมูลนิธิ Stichting Ambulance Wens ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ทำโครงการ “รถพยาบาลแห่งความหวัง” ช่วยเติมฝันให้ความปรารถนาสุดท้ายของผู้ป่วยใกล้สิ้นใจเป็นจริงเพราะเชื่อว่า การได้นำความหวังและชีวิตชีวามาให้คนไข้และครอบครัวในสภาวะที่หมดหวังอีกครั้งเป็นจุดเปลี่ยนให้กับการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ผู้คนต้องเผชิญกับความตายอย่างมีความหมายและเปิดกว้างมากขึ้น

หรือที่โรงพยาบาลเด็ก ฟิลาเดลเฟีย ได้จัดให้มีกิจกรรม ศิลปะและดนตรีบำบัด ในโรงพยาบาลเพื่อให้เด็กสามารถรับมือกับการเข้าพักที่โรงพยาบาลได้ โดยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ประเทศทางอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในยุโรป ได้มีอาสาสมัครบางกลุ่มแสดงเป็นตัวตลก บางกลุ่มใส่ชุดเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ หรือแม้กระทั้งดาราคนดังทั้งหลาย ได้ไปแสดงและให้กำลังใจแก่เด็กป่วย ตามเตียง สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับเด็กป่วยได้ไม่น้อย ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ขจัดความเบื่อหน่าย และความเหงาออกไป

“โรงพยาบาลสถานที่สร้างสุขนั้น เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ฉะนั้นมันย่อมเกิดขึ้นได้ในสังคมไทยเช่นกัน”

 

ที่มาของภาพ : www.news.com.au, www.reddit.com, www.ecorazzi.com, www.happyhospital.org