อยากให้คุณได้เห็นภาพตัวอย่าง จ.น่าน ความสาหัสของบ้านที่เต็มไปด้วยโคลน

“ฉันอยากตาย ไม่รู้จะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้อีกมั้ย”
คุณยายลำดวน พูดถึงชีวิตหลังเกิดเหตุน้ำท่วมให้ทีมอาสาล้างบ้านฟัง แกอาศัยอยู่กับตาเพชร และหลานสาววัย 16 ปี
บ้านของยายเป็นบ้านไม้สองชั้น ก่อนหน้านี้ยายมีอาชีพรับจ้างซักผ้า ส่วนตาเพชร แกอายุ 74 ปีแล้ว เมื่อสุขภาพไม่แข็งแรง จึงทำงานมากไม่ได้ รายได้ของครอบครัวจึงมาจากสองมือยายลำดวนเท่านั้น
“ตอนนี้ไม่มีคนจ้างซักผ้าแล้ว เพราะบ้านเรามันสกปรก ใครเขาจะอยากมาจ้าง ตอนนี้ไม่มีกะใจอยากจะทำอะไรเลย เรี่ยวแรงมันหายไปหมด”
“เครื่องซักผ้าที่มีสองเครื่องก็พังไปกับน้ำ ทำมาหากินไม่ได้ หมดทุกอย่างเลย”
“แค่เดินออกจากบ้านก็ลำบากแล้ว เพราะดินมันเต็มบ้านไปหมด ถ้าจะออกก็ต้องปีนออกไป เพื่อนบ้านก็เลยช่วยเหลือ เอาข้าวมาให้ ให้พอมีกินไปวันๆ ก่อน”
“ใครจะเอาข้าวมาให้ ต้องปีนขึ้นมาที่ชั้นสอง เพราะเข้าทางหน้าบ้านไม่ได้ โคลนมันเยอะ เดินลุยโคลนไม่ได้”

“ทุกวันนี้ต้องนอนอยู่บนเพิงดิน บ้านชั้นสองเอาไว้เก็บของอย่างเดียว ขึ้นไปนอนไม่ได้แล้ว ก็นอนอยู่รวมกันสามคน ตายาย แล้วก็หลาน”

ในจำนวนผู้ประสบภัยเวียงสา บ้านหลังนี้ น่าจะเป็นหลังที่หนักที่สุด และน่าเป็นห่วงที่สุด

วันพรุ่งนี้ทีมอาสาล้างบ้าน จะเข้าไปช่วยเคลียร์โคลนออกจากบ้านของยาย นัดหมาย 8 โมงตรง

พวกเราคาดการณ์ว่า ต้องใช้เวลากว่า 4 วัน จึงจะคืนบ้านหลังเก่าให้กลับมาดังเดิมได้

ใครที่อยู่ใกล้ระแวกนั้น และพอมีกำลังเหลือ ไปช่วยกันเป็นอาสาล้างบ้านได้นะคะ ติดต่อคุณเอ โทร.087-274-9769

ใครที่สนใจสมทบทุน ร่วมกับอาสาล้างบ้าน
เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเวียงสา
สามารถบริจาคผ่าน เทใจ – TaejaiDotcom ได้ตามลิงค์นี้
https://taejai.com/th/d/flood_north2020/.
(บริจาคผ่านเทใจดอทคอม
สามารถใช้เพื่อลดหย่อนภาษีได้)
.
#อาสาล้างบ้าน #ฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำลด
#มูลนิธิกระจกเงา

Share Button

ก่อนวันแม่

เราเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนที่ตั้งครรภ์มาแล้ว 2ราย รายล่าสุดพึ่งช่วยเหลือผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์มาแล้วกว่า 6เดือน เธอใกล้คลอดแล้ว ใกล้ความเป็นแม่คน ใน 3 รายที่ว่ามีปัญหาในการให้ความช่วยเหลือดูแลรักษาที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน

แม่คนที่1…เมื่อนำส่งรักษาแล้วแต่ทางรพ.จิตเวชเองต้องดูแลรวมกับผู้ป่วยอื่นจึงต้องส่งให้ไปอยู่ในบ้านพักเด็กและครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงพม. แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อไปอยู่ก็คือเธอปีนรั้วหนีและเหล็กรั้วนั้นแทงขา จนต้องส่งเข้าโรงพยาบาลรักษา สุดท้ายถูกส่งต่อมารักษาอาการจิตเวชที่ต้องนอนรวมใช้ชีวิตรวมกับผู้ป่วยจิตเวชอื่นๆ จนวันนึงเธออาการครรภ์เป็นพิษจึงถูกส่งรพ.ทางกายอีกรอบจนเธอคลอด ลูกถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ ตัวเธอถูกส่งมารักษาที่รพ.จิตเวชอีกครั้ง

แม่คนที่2…เธอถูกนำส่งรักษารพ.จิตเวชเช่นกัน และถูกส่งไปให้อยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เธอไม่ได้หนีแต่เธอไปทำร้ายเด็กคนนึงในบ้านพักนั้น เพราะอาการหูแว่วจากโรคจิตเวชคิดว่าเด็กด่าเธอ จากนั้นเธอจึงถูกนำไปส่งรพ.จิตเวช แต่รพ.จิตเวชยังไม่รับทันทีเนื่องจากไม่มีใบตรวจครรภ์ ทางหน่วยงานนำส่ง(1300)จึงไปส่งที่ศิริราชเพื่อตรวจครรภ์ ปรากฏว่าเธอหนีออกจากรพ. และมาใช้ชีวิตเร่ร่อนที่แถวสะพานซังฮี้ มีการพบอีกทีเธอคลอดลูกที่ข้างถนน ลูกเธอเสียชีวิต เธอถูกนำมารักษาตัวที่รพ.จิตเวชอีกครั้ง

แม่คนที่3…ไม่ได้ถูกนำตัวส่งต่อไปยังบ้านพักเด็กและครอบครัว และถูกรักษาตัวอยู่ที่รพ.จิตเวช แต่ก็ยังถูกดูแลรักษารวมในหวอดผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงไม่น้อย

พวกเธอในสถานะหนึ่งคือคนหาย อีกสถานะหนึ่งคือผู้ป่วยจิตเวช อีกสถานะหนึ่งคือแม่คน

การดูแลรักษาพวกเธอคือการแก้ปัญหาทั้งคนหายเมื่อเธอฟื้นความจำได้ ทั้งความเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่รพ.คือสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย แต่ในความเป็นแม่คนเป็นผู้หญิงตั้งครรภ์พวกเธอยังไม่ได้ถูกดูแลอย่างซีเรียสเท่าใดกับสภาพทางกายภาพที่อ่อนไหวในฐานะผู้หญิงตั้งครรภ์ เธอควรถูกดูแลเป็นพิเศษมีห้องพิเศษรองรับต่อความอ่อนไหวนั้นไม่ใช่หรือ ความพิเศษ ห้องพิเศษควรถูกจัดไว้ให้กับความพิเศษแบบนี้ให้ได้อยู่บ้าง ถ้าเราจัดให้กันได้มันสะท้อนว่าเราซีเรียสแค่ไหนกับการดูแลผู้คนอย่างมีรายละเอียดลึกซึ้ง

อันที่จริงโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงาเกิดขึ้นมาหลังจากที่เราพบเห็นผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนที่ตั้งครรภ์คนนึงเมื่อเราเดินทางมาออฟฟิศ แต่เราก็ได้แค่มองเห็นและเหมือนคนผ่านทางกันและกัน วันนึงเราพบว่าเธอต้องมาคลอดลูกที่ข้างถนน วันนั้นเองที่เราซีเรียสมากขึ้น รู้สึกผิดและอยากจะเปลี่ยนแปลงมัน โครงการผู้ป่วยข้างถนน จึงเกิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะมนุษย์ไม่ควรตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ เราเชื่อเช่นนี้
#แม่ข้างถนน #ผู้ป่วยข้างถนน
#เพราะมนุษย์ไม่ควรตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้

Share Button

ความจนไม่มีวันหยุด ความทุกข์ยากไม่มีวันนักขัตฤกษ์

วันนี้โครงการอาสามาเยี่ยม
จึงยังคงเปิดต้อนรับครอบครัวผู้ป่วยติดเตียง
ให้มารับผ้าอ้อมผู้ใหญ่ รวมถึงของกินของใช้
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ในจำนวนนี้ บางบ้านเป็นครอบครัวข้าราชการ
เขาสะท้อนว่า แม้จะมีความมั่นคง
แต่ลำพังเงินเดือนหมื่นต้นๆ ไม่เคยพอจ่าย
ค่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่อย่างเดียวก็สามพันกว่า
ไหนจะหนี้ กยศ. ไหนจะค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ

แล้วหากไม่ใช่บ้านข้าราชการล่ะ…ยิ่งแล้วใหญ่

ตอนนี้โครงการมีเคสผู้ป่วยติดเตียง
ที่ดูแลอยู่พันกว่าครอบครัว
ทุก 1-3 วันต่อสัปดาห์ทีมงานจะลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ป่วย

ทุกวันอังคารแรก และอังคารที่สองของเดือน
ทีมจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ

ทุกวันพุธสุดท้ายของเดือน
เราจะไปทำกิจกรรมที่บ้านพักคนชรา

และทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน เราจะเปิดต้อนรับ
ครอบครัวผู้ป่วยติดเตียงที่ยังสามารถเดินทางได้
ให้มารับผ้าอ้อม รวมถึงของอุปโภคบริโภค
ที่มูลนิธิได้รับมา จากที่ผู้บริจาคมอบให้

เช่นวันนี้ผู้บริจาคที่แวะเข้ามาที่มูลนิธิ
ก็จะได้เห็นภาพของการให้และรับ
เป็นพลวัตของการแบ่งปัน…เกื้อกูล

#การแบ่งปันของคุณเปลี่ยนแปลงสังคมได้
#เยี่ยมเยียนเพื่อเยียวยา #โครงการอาสามาเยี่ยม

Share Button

สนามเด็กเล่นที่ไม่มีเครื่องเล่น

วันนี้สนามเด็กเล่นจากไม้พาเลท
ในสวนครูองุ่น มาลิก
ที่อาสาสมัครมากหน้าหลายตาเข้ามาช่วยกันสร้าง
ช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ
ได้พุพังไปตามกาลเวลา

สวนครูองุ่น เป็นสวนกลางกรุงในพื้นที่แพงระยับ
สนามเด็กเล่นในสวน มันรองรับเด็กๆ ในซอยทองหล่อ
แบบไม่เลือกชั้นวรรณะ ชาติ ภาษา

ที่นี่เคยเป็นที่ที่เด็กวิ่งเล่นด้วยกัน
แบ่งปันของเล่นกัน ยิ้ม หัวเราะด้วยกัน
ที่นี่ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
เป็นที่ที่เด็กได้เรียนรู้ ได้เสริมสร้างจินตนาการ

เราอยากชวนคุณมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการสร้างพื้นที่เช่นนั้น ให้คงอยู่เรื่อยไป

ร่วมสมทบทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องเล่นสำหรับเด็กได้ที่
บัญชีโครงการสวนครูองุ่น โดย มูลนิธิกระจกเงา�
ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 202-258291-7
สอบถามเพิ่มเติมโทร 080-997-7065

#สนามเด็กเล่น #เครื่องเล่นเด็ก #สวนเด็ก�#Playground #kids #Children
#สวนครูองุ่นมาลิก #มูลนิธิกระจกเงา

Share Button

ไม่รู้จะเรียกความรู้สึกวันนั้นว่าอะไร วันที่รู้ว่ามูลนิธิกระจกเงา ตามหาครอบครัวผมเจอแล้ว

ในชีวิตไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นมาก่อน ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนั้นในชีวิต บอกไม่ถูกเลย แต่ยังจำความรู้สึกได้ดี
“หลังวางสาย ผมเก็บเสื้อผ้า นั่งรถตู้เข้ากรุงเทพฯทันที ระหว่างทางนั่งคิดตลอด ว่าพ่อจะจำผมได้มั้ย เขาจะรู้สึกคิดถึงผมบ้างมั้ย จะรู้สึกแบบที่ผมกำลังรู้สึกมั้ย มันคิดและกังวลไปหมดเลย ตื่นเต้นมาก มาถึงสถานีตำรวจ (กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี) ตำรวจจะให้ไปพักที่โรงแรม ผมขอนอนที่สถานีตำรวจเลย กลัวไม่ได้เจอพ่อ(ยิ้ม)
“วินาทีแรกที่ผมเจอพ่อ ผมจำพ่อไม่ได้เลย พ่อดูแก่ลงไปมาก ผมเข้าไปกอดเขา ร้องไห้เลยตอนนั้น บอกพ่อว่า ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจหนีออกจากบ้าน ผมไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ และไม่คิดว่า การที่ผมไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนวันนั้น มันจะทำให้ผมหายออกจากบ้านไปนานถึง 15 ปี
“ตอนนั้นผมยังเด็กมาก แค่ 6-7 ขวบเอง ประสาเด็กก็ไปนั่งรถเมล์เล่นกับเพื่อน ก็ตามเพื่อนไปเรื่อย มันสนุก ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจไปหมด แล้วมันอยู่ได้ มีเพื่อนมีของกิน มีเงิน ผมกับเพื่อนเดินไปไหน คนเขาก็สงสาร เอาข้าว เอาขนมมาให้กิน บางคนให้เงินด้วย ก็สนุกเลยตอนนั้น มีเงินเล่นเกมส์ตามร้านด้วย เลยใช้คอมพิวเตอร์เป็น ใจมันยังสนุก ไม่คิดอยากกลับบ้านแล้ว กลัวว่ากลับแล้วจะถูกตี ถูกด่า มันเลยเลยตามเลย ใช้ชีวิตแบบเด็กเร่ร่อนเต็มตัว
“พอผมเริ่มเป็นวัยรุ่น มันเริ่มไม่น่าสงสารแล้ว โตแล้ว คนไม่ค่อยให้ข้าวให้เงิน มันไม่สนุกแล้วชีวิตจริง เริ่มรู้สึกอยากกลับบ้าน ผมตัดสินใจเดินไปบนโรงพัก บอกตำรวจว่าผมหนีออกจากบ้านมาตั้งแต่ตอนเด็ก ผมจำครอบครัวไม่ได้ ชื่อตัวเองยังจำได้แค่ชื่อเล่น ตำรวจบอกให้ผมนั่งรอ แล้วไม่มีใครมาคุยกับผมเลย ผมนั่งรอทั้งวัน เหมือนไม่มีใครสนใจผม
“ผมไปโรงพัก 2-3 ครั้ง เพื่อบอกตำรวจว่า ผมเป็นเด็กหายนะ ผมอยากกลับบ้าน เขาก็ว่าผมสร้างเรื่องโกหก มันยากมากๆเลยนะ ถ้าเราเจอเรื่องอะไรแบบนี้แล้วไปขอให้คนช่วย มันไม่มีใครเชื่อเรา จนผมท้อและใช้ชีวิตเร่ร่อนต่อไป
“จนผมไปทำงานเป็นกรรมกรแบกของที่หัวหิน ตอนนั้นเริ่มป่วย นอนซมไปทำงานไม่ไหว จะลุกเดินยังไม่มีแรงเลย ผมนอนน้ำตาไหลคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว แบบเฮ้ย “เราจะตายแล้วเหรอ” เหมือนเราจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ความทรงจำตอนเด็กๆ มันย้อนกลับมานะ มันผุดขึ้นมา ตอนนี้เราจะตายไปคนเดียว ตัวคนเดียวจริงๆเหรอ มันกลัวนะ กลัวกระทั่งว่า ถ้าผมตายไปแล้ว ผมจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนมั้ย เพราะชีวิตผมไม่มีใครเลย ไม่รู้จักว่าตัวเองเป็นใคร
“สุดท้ายนายจ้างพาผมไปโรงพยาบาล มีพี่พยาบาลเขามาถามผมว่า เป็นคนไทยมั้ย ทำไมไม่มีบัตร ไม่มีชื่อนามสกุล ผมก็เล่าความจริงให้พี่เขาฟัง ว่าหนีออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็กๆผมจำได้แต่ชื่อเล่นตัวเองว่าอั้ม บ้านอยู่ริมทางรถไฟ พ่อชื่อบุญธรรม ผมจำได้แค่นี้จริงๆ ผมไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล ต้องจ่ายเงินเอง เพราะผมไม่มีบัตรประชาชน ผมท้อแท้มาก พี่เขาบอกว่า เคยได้ยินชื่อ มูลนิธิกระจกเงา มั้ย เขาตามหาคนหายนะ ผมเลยจำชื่อมูลนิธิกระจกเงา ไว้ตลอดเลย
“ผมอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ผมใช้คอมพิวเตอร์เป็นเพราะเล่นเกมส์ ผมก็เข้าไปใน google พูดคำว่า “มูลนิธิกระจเงา” “เด็กหาย” มันก็ขึ้นเพจ ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา มา ผมก็ไปไล่ดูภาพเด็กหายในเพจ ดูว่ามีภาพผมมั้ย ครอบครัวผมมาแจ้งตามหาผมไว้บ้างมั้ย
“ไม่มีภาพผมเลย แต่ภาพคนหายมันเยอะมากๆ เลยตัดสินใจ พูดใส่ google ให้แปลเสียงเป็นตัวอักษร ส่งไปในอินบ๊อกของเพจ พี่เจ้าหน้าที่เขาตอบกลับมาเป็นตัวอักษร ผมก็อ่านไม่ออก แต่ก๊อปปี้ข้อความไปให้ google แปลเป็นเสียง ฟังว่าพี่เขาพิมพ์มาว่าอะไร จนได้คุยโทรศัพท์กับพี่ทีมงาน เขาบอกว่า จะมาหาผมที่หัวหิน
“ตอนพี่มูลนิธิกระจกเงา เขามาหาผมที่หัวหิน ผมกลัวนะ ผมคิดว่าคำว่า “เจ้าหน้าที่” เขาคือตำรวจจะมาจับผมหรือเปล่า ที่ผมไม่มีบัตรประชาชน เขามาถามรายละเอียดต่างๆ ให้ผมเล่าให้ฟัง ให้ผมพยายามนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ความทรงจำที่พอจำได้ สุดท้ายผมก็ฝากความหวังไว้ที่พี่เขา เกือบเดือนนึงได้ พี่เขาโทรมาบอกผมว่า “เจอพ่อผมแล้ว”
“ผมไม่เคยนับวันเวลาเลยนะ ว่าผมหายออกจากบ้านมาสิบห้าปี มันเหมือนเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านไปไวมาก ตอนนั้นเหมือนเราเป็นเด็ก ไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน บางวันนอนหน้า 7-11 บางวันนอนตรงเกาะกลางถนนที่มีพุ่มไม้ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองรอดมาได้ยังไงจนถึงวันนี้นะ เพื่อนที่ออกจากบ้านมาด้วยกันก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ข้างนอกมันอันตรายมากนะ มีทั้งพวกที่จะมาไถเอาเงิน บางคนแต่งตัวดีมาชวนผมกับเพื่อนไปทำงาน ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยเจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย ไม่รู้เขาหายไปไหน โลกภายนอกมันอันตรายมาก
“ตอนนี้ผมทำงานในโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง ของมูลนิธิกระจกเงา รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ผมทำหน้าที่ไปรับคอมพิวเตอร์บริจาค แล้วเอามาซ่อม ส่งไปตามโรงเรียนต่างๆ เราซ่อมไปให้เด็กๆได้ใช้ ทำให้ผมคิดถึงตอนเด็กๆเลยนะ เราอยากได้ อยากเล่น แต่ไม่มีโอกาส วันนี้ผมเป็นส่วนหนึ่งให้เด็กๆได้มีโอกาสนั้น
“เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ที่ผมพยายามหาทางกลับบ้าน มันเปลี่ยนอนาคตเลย จากคนที่ไม่มีอะไร ไม่รู้แม้ตัวตนของตัวเอง ใช้ชีวิตไปวันๆ ถ้าเรายังอยู่ที่เดิมกับชีวิตที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ก็คงไม่เห็นคุณค่าของตัวเองในวันนี้
ตอนนี้รู้จักคำว่าอนาคต มองเห็น วางแผนสิ่งที่จะต้องทำ สมัยอยู่คนเดียวไม่ต้องคิดอะไร แต่ตอนนี้ผมอยู่กับครอบครัว ก็ต้องคิด ต้องวางแผน ตอนนี้ผมดูแลพ่อ ช่วยส่งเสียน้องสาวเรียน แบ่งเบาภาระของที่บ้าน ครอบครัวผมบอกว่า อุ่นใจขึ้นมากที่ผมกลับมาบ้าน มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วกับคำว่าครอบครัว”
น้องอั้ม
อดีตเด็กหายจากบ้านนาน 15 ปี
และผู้ใช้ Google ตามหาครอบครัวตัวเอง
บทสัมภาษณ์ในวาระครบ3ปีภายหลังกลับบ้าน
ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา
พฤษภาคม 2563
สนับสนุนภารกิจติดตามคนหาย
ชื่อบัญชี โครงการศูนย์ข้อมูลคนหาย โดยมูลนิธิกระจกเงา
ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 202-258288-6
Share Button

ค่าแรงที่ได้ จะเก็บไว้เป็นทุนเรียนต่อ


“หนูอยู่กับตายาย ตอนนี้ท่านก็ 60 กว่าแล้ว แต่ก่อนที่บ้านเราก็พอมีพอกิน เปิดร้านอะไหล่รถยนต์มือสองจากญี่ปุ่น แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี หลังจากจบ ม.6 ที่บ้านก็ไม่มีเงินให้เรียนอีกแล้ว ก็พยายามดิ้นรน หาทางกู้ กยศ.บ้าง ทำงานไป เรียนไปบ้าง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ”

ถ้าเรียนตามเกณฑ์ ปีนี้จะเป็นปีที่ “เฟอรี่” สำเร็จการศึกษา แต่ถึงแม้ว่าวันนี้ จะยังไม่ถึงเป้าหมาย แต่เธอยังคงไม่ละความตั้งใจ

“หนูอยากเรียนต่อทุกวัน” เธอว่า ถ้าเธอไม่เรียน โอกาสของเธอจะน้อยกว่าคนอื่นๆ

“โอกาสมันน้อยจริงๆ นะพี่ ถ้าได้เรียนอีกครั้ง หนูจะเลือกเรียนการจัดการ เพราะกว้างดี หางานง่าย”

เฟอร์รี่เป็นเด็กเรียบร้อย ยิ้มเก่งกว่าพูด เป็นมดงานที่ทำงานอย่างไม่อิดออด ไม่ปริปากบ่นเหนื่อยให้ได้ยิน ทุกวันเธอจะมาทำงานแต่เช้า รับหน้าที่อยู่ในทีมคีย์ข้อมูลกล่องแบ่งปัน และดูแลนำส่งกล่องทั้งหมด 300 กล่องขึ้นรถไปรษณีย์ให้ทันในตอนเย็น เพื่อส่งถึงผู้เดือดร้อนให้เร็วที่สุด

“มาทำงานที่นี่ ได้เห็นว่ามีคนเดือดร้อนจากโควิดมากจริงๆ ชีวิตหนูว่าลำบากแล้ว แต่มีคนที่ลำบากกว่าหนูอีกมาก บางครอบครัวหนูรับรู้เรื่องของเขาแล้วอยากจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ จะสู้กันยังไง”

“การมาทำงานที่มูลนิธิครั้งนี้ จึงเป็นงานที่มีคุณค่าสำหรับหนู ได้ช่วยเหลือ ได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่นอีกเยอะเลย ที่หนูทำไป ก็ได้หลายพันกล่องแล้วนะคะ”

เฟอรี่บอกกับเราว่าน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานในครั้งนี้ จะเป็นเงินเก็บให้เธอได้กลับไปเรียนต่ออีกครั้ง

ธีร์จุฑา หาญณรงค์ (เฟอรี่)
สมาชิกทีมคีย์ข้อมูลนำส่งกล่องแบ่งปัน

Share Button

พี่โจ้ ณัฐพล สิงห์เถื่อน หัวหน้าโครงการอาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

“เราเห็นชาวบ้าน วิ่งขึ้นไปดับไฟป่ากัน เป็นกลไกแรกเลยนะ แล้วเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เราจะนิ่งเฉยไม่ทำสิ่งนี้ไม่ได้แล้ว จังหวัดเชียงรายมีไฟป่าทุกปีนะ ไฟป่ามันคือที่มาของ PM2.5 อากาศที่เป็นมลพิษไง ที่ตั้งของสำนักงานมูลนิธิกระจกเงาเชียงราย บางวันค่า PM2.5 มันเกินมาตราฐาน จนมองเห็นด้วยตาเปล่าเลยว่า ท้องฟ้ามันเหลืองไปหมดเลย หายใจกันไม่ออกแล้ว จนวันนีง ไฟป่ามันโอบล้อมที่ตั้งมูลนิธิ เสียงไฟที่มันกำลังไหม้ต้นไม้ ไหม้กอไผ่ มันเสียงดังมากจนน่ากลัว เรามองเห็นปัญหาแล้ว มันอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

“เราก็เริ่มระดมอาสาสมัครทั้งในพื้นที่ ในชุมชน และคนจากข้างนอก จัดหาเครื่องไม้เครื่องมือ จัดตั้งทีมชุดปฏิบัติการดับไฟป่า เพื่อสนับสนุนการดับไฟป่า ปกติชาวบ้านเวลาจะดับไฟป่า เขาใช้การลาดตระเวนเดินเท้าขึ้นที่สูง เพื่อดูกลุ่มไฟ เราก็มาใช้โดรนช่วยระบุพิกัดที่ชัดเจน แม่นยำ แล้วมุ่งตรงไปดับไฟป่าได้ทันที นอกจากนี้ยังนำกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์วิบาก มาขนส่งอาหาร เสบียงและอุปกรณ์จำเป็น ลดภาระการให้แรงกายในการขนของ จะได้เอาแรงที่มีไปใช้ในการดับไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราเหมือนกำลังทำสงครามกับไฟป่านะ ต้องประเมินสถานการณ์โดยตลอด ต้องวางแผน เข้าตีตรงไหน จะรบตรงไหน ช่วงไหนข้าศึก คือ กลุ่มไฟกำลังอ่อนแรง นี่เราต้องรีบเข้าตีเลยเข้ารบเลย ตอนไหนไฟแรงมาก ข้าศึกกำลังคึก เราก็ต้องมีแผนรับมืออีกแบบ ยังรบไม่ได้ แล้วใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่อสู้ทุกรูปแบบนะ โดรนนอกจากจะใช้บินระบุตำแหน่งไฟแล้ว ยังบินคุ้มกันทีมงานที่กำลังดับไฟ ให้เขารู้ว่า จุดไหนไฟกำลังโหมหรือควันเยอะ ตอนนี้เราขนปั้มน้ำขนาดเล็กไปด้วย เจอห้วยเจอลำธารที่ไหน เราปั้มน้ำลากสายยางไปฉีดเลย

“ข่าวเรื่องคนเสียชีวิตจากการไปดับไฟป่า ทำให้เราต้องตระหนักและระมัดระวังทีมงานอยู่ตลอด ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตทุกท่าน การดับไฟในป่าเป็นเรื่องที่มีความอันตรายอยู่ทุกวินาที เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราต้องวางแผนให้รัดกุม คำนึงว่าไฟทุกที่มีอันตรายหมด ต้องสู้ต้องรบในพื้นที่ที่เราถอยได้ ในทีมต้องดูแลกันและกัน ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ไม่อยากเห็นความสูญเสียจากความเสียสละนี้
.
“แต่ถึงที่สุดเรายังไม่ใช่ตัวจริงนะ เราคืออาสาสมัคร จริงๆมีเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าอยู่ แต่เทียบปริมาณงานกับจำนวนคน งบประมาณ ระบบระเบียบของราชการ มันไม่สอดคล้องกัน มันมีข้อจำกัดที่ต้องช่วยสนับสนุน ในขณะที่ชาวบ้านก็คือคนแรกเลยที่วิ่งออกไปดับไฟ เพราะมันอยู่ใกล้ชุมชนเขา แต่เขาทำได้แค่หักกิ่งไม้มาตีมารบกับไฟอยู่เลย เลยต้องสนับสนุนเขา ทั้งงบประมาณ อาหาร เครื่องมือ เทคโนโลยี ให้เขาไปรบกับไฟได้ มันเป็นงานที่ต้องได้รับการสนับสนุน

“นี่เดือนกว่าๆแล้วที่รบกับไฟป่าแทบไม่มีวันพัก แต่ดับไฟได้แล้ว มันเหมือนได้ชัยชนะ แต่ความจริงการรบไม่ใช่แค่แพ้ชนะไง แต่ค่ามลพิษ PM2.5 มันจะลดลง คุณภาพอากาศโดยรวมมันจะดีขึ้น เพราะเราอยู่ที่นี่ไง เราได้รับผลกระทบต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายโดยตรง เพราะนี่คือบ้านของเรา”

พี่โจ้ ณัฐพล สิงห์เถื่อน
หัวหน้าโครงการอาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

________________________________________

คุณสามารถร่วมสนับสนุนภารกิจอาสาดับไฟป่า
โดยบริจาคเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่มชูกำลัง อุปกรณ์ดับไฟ
ได้ที่ชื่อบัญชีกองทุนภัยพิบัติ (Special Force)
เลขที่บัญชี 202-258298-3 ธ.ไทยพาณิชย์
ต้องการข้อมูลเพิ่มโทร. 094-878-6447

#อาสาดับไฟป่า #มูลนิธิกระจกเงาเชียงราย

Share Button

พี่เอก เอกชัย พรพรรณประภา อายุ 58 ปี อาสาสมัครดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

“ผมตัดสินใจลาออกจากชีวิตราชการ มาเป็นข้าราชการบำนาญ ด้วยความที่เราเป็นเด็กทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พอรับราชการก็ทำงานภาคสนามมาตลอด แต่ชีวิตมันต้องการทั้งความสนุกและความสุข เลยตัดสินใจลาออกมา หาความสนุก ความสุข และหาคุณค่าในชีวิตไปพร้อมกัน

“สามปีที่ลาออกจากราชการมา ผมเริ่มไปเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง มีหน้าที่รับให้คำปรึกษาผู้ป่วย HIV และการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ทางโทรศัพท์ จากนั้นได้มาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิกระจกเงา ในโครงการอาสาสร้างบ้าน ไปช่วยซ่อมบ้านอยู่ 2 หลัง ให้กับผู้ป่วยติดเตียง และครอบครัวที่จนยาก คือสภาพบ้านที่เป็นเห็นตอนนั้นมันไม่เหมาะที่มุนษย์จะไปอยู่ได้ ก็ไปช่วยซ่อมสร้าง ตอกตะปู แบกหินปูนทราย ทำจนเขาเข้าไปอยู่ในบ้านได้อย่างปลอดภัย ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้าของบ้านที่เราไปซ่อมบ้านให้ มันมีความสุข ผมยังจำรอยยิ้มทั้งน้ำตาบนใบหน้าเจ้าของบ้านได้จนถึงทุกวันนี้

“จากนั้นเห็นประกาศรับสมัครอาสาดับไฟป่า ที่เชียงราย ก็เลยตัดสินใจมาร่วมด้วย พอมาถึงวันแรกเห็นคนกุลีกุจอ เตรียมลงพื้นที่ออกไปดับไฟป่า ด้วยความที่เราอาวุโสกว่าเขาเพื่อน น้องๆก็เรียกเราว่าลุงเอก ที่นี่ผมทำหน้าที่อาสาสมัครหลายหน้างาน ทั้งขี้นไปทำแนวกันไฟก่อนไฟจะมา ถ้าตรงไหนมีไฟก็ขึ้นไปช่วยดับไฟเพื่อไม่ให้เกิดควัน และได้รับมอบหมายจากทีมไปให้ร่วมประชุมวางแผนดับไฟป่าร่วมกับหน่วยงานอื่นๆด้วย

“งานดับไฟป่า เป็นงานที่เหนื่อยและหนักมากนะ แถมเสี่ยงอันตรายด้วย กดดันจากไฟและควันที่อยู่ตรงหน้าเรา ยิ่งได้ข่าวว่ามีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดับไฟป่า ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใคร โดยเฉพาะทีมพวกเรา ที่ได้ทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายวัน ต้องช่วยดูแลกัน ผมเป็นคนแก่เนอะ ก็จะเคร่งครัดกับน้องๆที่เป็นวัยรุ่น เป็นห่วงเขา การไปดับไฟป่า ต้องระมัดระวังตัวเองสูง ผมเคยพลาดสะดุดตอไม้ตอนไต่ลงเขา ซึ่งข้างๆเป็นกลุ่มไฟและเหว จนได้รับบาดเจ็บ โชคดีน้องๆที่ไปด้วยกันคว้าแขนช่วยไว้ได้ทัน

“ผมมาเป็นอาสาสมัครดับไฟป่าตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 ทำงานกันหนัก เกือบทุกวันแทบไม่ได้หยุดพักเลย ลุยกันทุกวัน แต่ได้เห็นความสำเร็จ เราทำแนวกันไฟจนหยุดไฟไม่ให้ข้ามมาไหม้ป่าที่เหลือได้ ในขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ เราเรียนรู้มัน เรารู้จักมัน จนคุมมันไว้ได้ ซึ่งไฟป่านี่แหละคือต้นกำเนิดของควัน ของมลพิษที่เราหายใจกันเข้าไปแล้วเราหยุดไฟได้มันคือความภูมิใจ

“ผมอยากจะบอกในฐานะความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ เราอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าเราลองได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น มองเห็นคนอื่น มองไกลๆไปจากตัวของเราเอง เราจะเริ่มนับถือตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้จะหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจ เชื่อว่าทุกคนอยากทำสิ่งที่ดี และถ้าเราได้ทำสิ่งที่ดีนั้นเพื่อคนอื่นด้วย นั่นแหละคือความสุข”

พี่เอก เอกชัย พรพรรณประภา อายุ 58 ปี
อาสาสมัครดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

#อาสาดับไฟป่า #มูลนิธิกระจกเงาเชียงราย

Share Button

ที่พึ่งสุดท้าย…


พุธสุดท้ายของทุกเดือนทีมอาสามาเยี่ยมจะไปทำหน้าที่สร้างความสุขให้กับคนชราที่บ้านพักคนชราบางเขน พุธสุดท้ายของเดือนจึงเป็นการมาเยี่ยมเยียน พูดคุย เเชร์เรื่องราวซึ่งกันเเละกันพุธสุดท้ายของเดือนจึงเป็นเหมือนการเติมพลังใจให้กับคนชราที่ไร้ที่พึ่ง

เสียงระฆังดังลั่นทั่วบ้านพักเป็นสัญญาณเตือนให้ชายหนุ่มที่กำลังชรามารวมกันที่โถงกิจกรรมบางคนก็เดินมาอย่างว่องไวด้วยกำลังที่ยังคงเเข็งเเรง สำหรับบางคนก็ใช้ไม้เท้าเป็นอาวุธคอยประคองเพื่อให้ไม่ล้ม เเต่สำหรับบางคนก็ใช้รถเข็นเป็นพาหนะพาตัวเองมาสถานที่นัดหมาย

เราได้เสิร์ฟลอดช่องเเตงไทยกระทิสดเย็นๆให้คุณลุงได้รับประทานพร้อมฟังการบรรเลงเพลงเเนวคันทรีจากอาสาสมัครที่มาช่วยร้องเพลงสร้างความบันเทิงที่นี่อยู่เป็นประจำ  คุณลุงที่บ้านพักคนชราขอโชว์ลูกคอร้องเพลงคาราโอเกะไม่ว่าจะเป็น สุขกันเถอะเรา บุพเพสันนิวาส เรือนเเพ ทีมอาสามาเยี่ยมก็สร้างความครื้นเครงโดยการเป็นเเดนเซอร์โยกย้ายไปตามจังหวะเพลง

ได้มีโอกาสคุยกับคุณลุงท่านหนึ่งลุงทักทายเราด้วยใบหน้าที่ยิ้มเเย้มเเจ่มใสพร้อมทั้งยื่นอัลบั้มรูปถ่ายให้เราดูซึ่งเป็นรูปถ่ายในสมัยอดีต เปิดมาภาพเเรกเป็นรูปชุดนักศึกษาซึ่งเราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างอุทานกันออกมาว่า “หล่อ”จังหวะนั้นเองลุงคนเดิมก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจเเเถมยังโม้อีกว่าตอนนั้นสาวๆติดหนึบ เราเปิดอัลบั้มดูไปลุงก็อธิบายความสัมพันธ์ในเเต่ละรูป “รูปนี้ตอนไปเที่ยวน้ำตกกับเเม่” “รูปนี้ตอนไปเที่ยวกับเพื่อน” สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเมื่อพูดถึงความหลังลุงจะมีสีหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเสมอ ลุงไม่ได้มีอาการโศกเศร้า เเเม้ตอนนี้คนสนิทไม่ได้อยู่กับลุงเหมือนดั่งในรูปเเต่ทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาดูลุงคนนี้ก็ยิ้มออกทุกครั้งไปเชื่อว่ารูปถ่ายคงเป็นกำลังใจให้ลุงคนนี้อยู่ต่อได้อย่างไม่โดดเดี่ยว

บั้นปลายชีวิตของคนเราในวัยที่ร่างกายไม่ไหวต่อการทำงานเราก็คงวาดฝันไว้ว่าได้อยู่บ้านพร้อมครอบครัวได้เล่นกับลูกหลานเเต่คนเรามีทางเลือกไม่มากนัก ในเมื่อเลือกไม่ได้บ้านพักคนชราจึงเป็นจิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่จะสามารถช่วยให้ชีวิตนี้ยืนหยัดต่อไปได้…

 

Share Button

บันทึกจากบ้านพักฟื้นคนชราบางเขน

ทีมอาสามาเยี่ยมกับภารกิจเยี่ยมเยียนเหล่าผู้เฒ่าที่บ้านพักฟื้นคนชราบางเขน ในทุกวันพุธสุดท้ายของเดือน ที่มอบความสนุกสนาน และหอบหิ้วสิ่งของมาเต็มคันรถเพื่อนำมาส่งมอบสิ่งของ ที่ได้รับจากเหล่าผู้ใจบุญ ให้กับเหล่าคนที่เคยหนุ่มเมื่อนานมาแล้ว

ร่วมกับอาสาสมัครที่มาเล่นดนตรีโฟล์คซองแนวคันทรีผสมกับเสียงแซกโซโฟน แนวเพลงยุคเก่าสุดอินดี้ เมื่อมองดูอายุของผู้เล่นกับผู้ชมคงไม่ห่างไกลกันมากนัก ในช่วงของการเล่นดนตรีสด หวนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา กับท่วงทำนอง “โห เล เล ฮี้…” ทำให้คิดถึงบ้าน บ้านที่อยู่ในร่องรอยของความทรงจำ และชีวิตในวัยหนุ่ม ช่างเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความฝัน บวกกับเสียงร้องที่เปล่งออกมา ดังชัดกังวานเข้าไปถึงหัวใจ

คิดถึง…คิดถึงช่วงชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์ ชีวิตที่สามารถทำอะไรก็ได้ดั่งใจหวัง และการเดินตามความฝันในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

แม้ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปในช่วงวัยเยาว์ แต่ก็ได้ทำให้เหล่าคนเคยหนุ่ม ได้หวนกลับไปนึกถึงช่วงที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอีกครั้ง รอยรั่วรอยแหว่งที่เกิดขึ้น อาจทำให้ชีวิตไม่สมบูรณ์แบบ แต่นั่นคือรสชาติที่สมควรแก่การคิดถึง

บทเพลงยังคงถูกบรรเลงต่อไป เมื่อหันไปสบสายตากับผู้ชม แววตานั้นมีความสั่นไหว แต่มีประกายของความสุขใจ และทั้งใบหน้านั้นถูกระบายไว้ด้วยรอยยิ้ม

หมดช่วงของการเล่นดนตรีสด เหล่านักดนตรีก็ต้องเดินทางกลับ ทิ้งไว้เพียงไอของความคิดถึง แต่ทีมอาสามาเยี่ยมก็ยังคงอยู่ต่อเพื่อมอบความสุข

เข้าสู่ช่วงของการร้องเพลงคาราโอเกะ ถึงช่วงเวลาที่เหล่าผู้ชมและเหล่าอาสามาเยี่ยมจะเป็นผู้แสดงลูกคอ เมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงฝีมือก็ไม่มีใครยอมใคร มีตั้งแต่เพลง หยาดเพชร , กระเป๋าสมปอง , ตชด.ขอร้อง , วิมานดิน , คือเธอใช่ไหม , ใจรัก , เดือนเพ็ญ และบทเพลงอื่นๆอีกมากมายที่ถูกสลับปรับเปลี่ยนผู้ร้องกันไป…

นานแค่ไหนแล้ว ที่ความหนุ่มค่อยๆถูกเวลาลิดรอนไปพร้อมกับความแข็งแรง กลายเป็นความชรา เป็นคนชราคนหนึ่ง และมาอยู่รวมกันกลายเป็นกลุ่มคนชรา

ในสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย กลายเป็นที่ที่มีคนเหงามาอยู่รวมกัน เป็นสถานที่ที่มีความเศร้าและความเดียวดาย เมื่อคำว่าครอบครัวเป็นเพียงสิ่งที่เคยสัมผัสมาเมื่อนานแล้ว และที่แห่งนี้กลายเป็นเพียงที่พักพิงสุดท้ายของช่วงชีวิตที่กำลังจะมอดลง

การไปเยี่ยมเยือนบ้านพักฟื้นคนชราบางเขน ของทีมอาสามาเยี่ยมจึงไม่ได้ไปเพื่อแค่ส่งมอบสิ่งของ เลี้ยงขนม หรือสร้างความสร้างสนุกสนานเพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่เพื่อเป็นการไปเยี่ยมเยียน ทักทาย พูดคุย และส่งมอบกำลังใจ ให้เหล่าคนเคยหนุ่มได้สัมผัสถึงความดีงามและคุณค่าของชีวิต ทำให้หัวใจคนเคยหนุ่ม ได้พองโตด้วยลมแห่งความสุขอีกสักครั้งหนึ่ง

อาสามาเยี่ยมอาจเป็นเหมือนสายลมแห่งความหวัง  ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเหล่าคนเคยหนุ่ม และจะคอยพัดวนอยู่เช่นนี้ เมื่อวันพุธสุดท้ายของเดือนวนมาอีกครั้ง ก็จะพัดพาความอบอุ่นกลับคืนสู่หัวใจ ของเหล่าคนเคยหนุ่มหัวใจไม่ชรา

ผลงานเขียนโดย: นางสาวหมีซ้อ ตองเซ
นักศึกษาบ้าฝึกงาน จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

Share Button