หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา …เพราะว่า “รัก” จึงเขียนถึง

ฉันหยิบเรื่องหยดน้ำหวานในหยาดน้ำตามาอ่านซ้ำเป็นครั้งที่ 2
ด้วยเพราะคิดว่าชีวิตต่อจากนี้ควรพึงระลึกถึงความไม่แน่ไม่นอนของชีวิตไว้เป็นสรณะ
และแน่นอนฉันคิดอยู่เสมอว่า ในทุกเรื่องราวมีราคาที่ต้องจ่าย จะแพงจะถูกก็อยู่ที่เราเป็นผู้เลือก
เช่นกัน ชีวิตของนักเขียนชาย หญิง คู่นี้ฉายภาพความรักในรูปแบบที่เราคาดเดาไม่ได้ด้วยคำพูด
แต่ทั้งหมดยืนยันอย่างชัดแจ้งที่การกระทำ … เขากระทำต่อกันอย่างคนรักกันด้วยความรู้สึก

ฉันรู้ดีว่า..ต่อให้เรารักกันแค่ไหน วันหนึ่งความตายต้องมาพรากเราออกจากกัน
แน่นอนทั้งคู่คงไม่ได้คิดฝันว่ามันจะเกิดขึ้นรวดเร็วแบบปัจจุบันทันด่วนขนาดนั้น
ในเวลาที่ความสัมพันธ์กำลังลงตัวและสุขงอม…เป็นวันที่คนสองคนกำลังตกลงใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปจนตาย
มีแต่ความตายเท่านั้นที่แน่นอน มันส่งบทพิสูจน์แสนยากให้นักเขียนสาวที่กำลังใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝัน
เช่นเดิม เมื่ออยู่ๆความตายกระชากเธอให้กลับมายืนอยู่ในพื้นที่ของความจริง..เพียงลำพัง
หัวใจก็พลันแตกละเอียดเท่ากับเม็ดทรายกระจัดกระจายลอยฟุ้งไปในอากาศ
กว่าเธอจะตามหาตัวตนเก่าๆกลับมา..ก็ร้องขออ้อนวอนให้วันเวลารีบเดินผ่านไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

กว่า 10 ปี ที่อุรุดา โควินทร์ รวบรวมกำลังใจที่มีอยู่เขียนถึงคนรัก กนกพงศ์ สมพงพันธุ์ ในนามของนักเขียนเพื่อนคู่ชีวิตฉันสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มกรุ่มกริ้มนั้น จากใบหน้าของกนกพงศ์ในวันที่เขาเจอกันในแบบไม่ตั้งใจกึ่งตั้งใจมันเป็นชั้นเชิงในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดูเลือนลางแต่หากชัดเจนและเป็นไปได้ในทุกถ้อยคำ
หากฉันเป็นหญิงสาวที่ถูกชายหนุ่มปฏิบัติเช่นนั้น .. หัวใจก็คงไขว้เขวไปคนละทิศละทางเช่นกัน

ฉันชอบชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความมุ่งมั่นนั้นของทั้งคู่
แม้ว่าชีวิตส่วนใหญ่ของนักเขียนสาวหมดไปกับงานบ้านงานเรือน
แต่ฉันเชื่อว่ามันคือวัตถุดิบชั้นดีของการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว เย็บผ้า หรือจัดบ้าน ปลูกต้นไม้
หลายครั้งที่กว่าฉันจะลงมือเขียนงานได้สักชิ้น ก็ต้องเห็นผ้าเต็มตระกร้าถูกซักล้างแล้วปลิวไสวไปตามลมอยู่บนราวตากผ้าเสียก่อน ไหนจะฝุ่นบนโต๊ะทำงาน บนชั้นหนังสือก็ควรจะได้รับการปัดกวาด
ห้องน้ำก็ควรจะสะอาดสะอ้านเพื่อเตรียมต้อนรับทุกคน..หรือแม้แต่ตัวฉันที่รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้บริการห้องน้ำที่สะอาด เป็นระเบียบและหอมกรุ่น เช่นกัน กับข้าวกับปลา ขนมหวาน กาแฟต้องพร้อมเมื่อหิว

กว่าจะลงมือเขียนเรื่องสั้นสักเรื่อง บ้านช่องห้องหับต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นจึงถึงเวลานั่งตากลมมองดูผ้าม่านล้อเล่นกับลม สูดกลิ่นหอมอันมีชีวิตชีวาของบ้าน เสร็จสิ้นทั้งหมดที่กล่าวมาก็ถึงพร้อมจัดแจงตระเตรียมอารมณ์และจินตนาการเพื่อขีดเขียนงานดีๆสักชิ้น ..

ใช่.. มีหลายทัศนะของอุรุดาที่ฉันเห็นด้วย .. เช่นเมื่อเธอบอกว่า

“ฉันรักพี่เข้าแล้ว
โดยไม่สนว่าพี่รู้สึกอย่างไร
ความรักเป็นของฉัน ไม่เกี่ยวกับพี่
ความรักอาจเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่ความรู้สึก หัวใจเป็นของฉัน”

จริง!! ฉันเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นเต็มเมื่อความรู้สึกของเราเกิดรักใครสักคนขึ้นมาโดยไม่ต้องการรักตอบ
บ่อยครั้งเราพิสูจน์คำรักผ่านการกระทำ กอดที่ให้ความรู้สึกเช่นเดิม จูบที่ตอบสนองไม่น้อยไปจากเดิม
สายตาที่แฝงแรงปรารนาถเท่าเดิม และเรายังสบตากันลึกซึ้งไม่เปลี่ยน ทั้งหมดเราใช้ความรู้วัดความรู้สึกระหว่างกัน…ฉันจะยืนยันว่านี่คือ “ความรัก”

ฉันสัมผัสได้ว่าตลอดสิบปีที่ผ่านอุรุดาต้องต่อสู้กับความทรงจำอันงดงามนั้นมาตลอด และไม่ว่าจะอย่างไร เธอผ่านมันมาจนได้.. เชื่อว่าฉันสัมผัสได้แค่หนึ่งในเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเธอเท่านั้น ..ไม่ได้รู้สึกรู้สาและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอมากเท่าที่เธอรู้สึกแน่นอน

ฉันหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านซ้ำด้วยความรู้สึกว่าไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์ก็สอนให้เราเติบโตได้เช่นกัน ความสุขจากความรัก ส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจมากมายเหลือคณานับ เช่นกัน ความทุกข์จากการพลัดพรากสิ่งอันเป็นที่รัก กลับสร้างคุณูปการแห่งชีวิตอย่างเหลือเชื่อ .. ฉันชอบชั้นเชิงการถ่ายทอดคำของนักเขียนยิ่งนัก มันดูจริงใจและซื่อตรงและฉันเชื่อในทุกคำที่เธอเล่าผ่านในแต่ละบรรทัด เหมือนกับว่าหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนไว้ก่อนที่สองคนจะได้เจอกัน

ฉันพูดคำรักอย่างสามัญเพราะไม่มีคำอื่นให้กล่าว
และฉันไม่อาจหาคำใดมาแทนค่าความรู้สึกที่มีต่อรัก อย่างเรียบง่าย
ฉันพอจะขยายความได้, ฉันพร้อมร่วมชะตากรรมกับพี่
ฉันทำให้เห็นทุกเมื่อเชื่อวันว่าความรักของฉันไม่ใช่การแตะต้องสัมผัส
คำหวาน หรือการเอาใจ
แต่มันคือการยืดหยัดข้างพี่ ไม่ว่าพี่จะเป็นอย่างไร
และไม่ว่าจะเกิดอะไรกับเรา

ใช่..ฉันหลงรักถ้อยคำเหล่านี้ ฉันหลงรักบ้านในเขียว อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมชาติ .. หลงรักยอดเขาพรหมโลก หลงรักแกงเลียง แกงเหลือง ผัดผัดกูด ยอดแหมะ น้ำพริกกระปิ เพียงเสี้ยวหนึ่งของเมนูอาหารที่มีเรียกน้ำลายได้อย่างมากมายในหนังสือ แค่อ่านกรรมวิธีการทำ ก็เหมือนได้ลิ้มรสในทุกเมนูที่กล่าวมาและแอบกลืนน้ำลายดังเอือกแบบไม่รู้ตัว

สุดท้าย ประโยคที่ฉันว่าจริงที่สุดในหนังสือเล่มนี้เป็นคำพูดของกนกพงศ์ ที่กล่าวโดยอุรุดา ที่ว่า

“กองไฟก็เหมือนชีวิต ตรงที่มันต้องการอากาศและที่ว่าง”

“ความรักก็เช่นกัน” ฉันกล่าวปิดท้ายประโยคก่อนพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่มีข้อกังขาใด

ไม่ว่าความรักแบบไหน …ก็อยากให้ทุกคนได้ลองรักใครสักคนดู จะสมหวังหรือผิดหวังก็ขอให้คิดเสียว่า
เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหนึ่ง..ก็เท่านั้น

Share Button

“ลิตเติ้ลทรี” วรรณกรรมเยาวชนชนเผ่าเชโรกี หากเราไม่อยากให้จิตวิญญาณหดเล็กเท่า…ฮิคกอรี่นัท

“ย่าบอกว่า ถ้าเราใช้จิตวิญญาณไปในทางโลภโมโทสันหรือเลวทราม ถ้าเราชอบทำร้ายผู้อื่นอยู่เสมอ และมัวแต่คิดหาผลประโยชน์ทางวัตถุ…จิตวิญญาณของเราจะหดเล็กลงเหลือเท่าขนาดเท่าฮิคกอรี่นัท”

“ย่าบอกว่า เรารู้ได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนตาย…เมื่อเขามองผู้หญิง เขาไม่เห็นอะไรนอกจากคิดสกปรก เมื่อมองต้นไม้ เขาไม่เห็นอะไรนอกจากไม้ซุงและผลกำไรมิใช่ความงาม ย่าบอกว่า พวกนี้แหละคือคนตายที่ยังเดินอยู่ทั่ว ๆ ไป”

“ย่าว่า จิตวิญญาณเปรียบเหมือนกล้ามเนื้อ…ถ้าเรายิ่งใช้มัน มันก็จะใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น ย่าบอกว่าทางเดียวที่จะเป็นอย่างนี้ได้ ก็โดยใช้จิตวิญญาณในการทำความเข้าใจ”

“ย่าว่าโดยธรรมชาติแล้ว ความเข้าใจกับความรักเป็นสิ่งเดียวกัน ผมจึงเข้าใจว่า ผมจะต้องเริ่มพยายามเข้าใจทุกคนอย่างจริงจัง เพราะแน่นอนว่า ผมไม่อยากให้จิตวิญญาณเหลือเท่าฮิคกอรี่นัท”

เหมือนจะรู้ว่าฉันได้อ่านถ้อยความบนปกหลังของหนังสือเล่มสีเขียวโทนต้นไม้นั่นจบลงแล้ว หลานสาววัย 11 ขวบ ที่แอบมายืนอยู่ข้าง ๆ ได้สักพักจึงถามขึ้น “อา…เลือกหนังสือได้บ้างหรือยังคะ อย่าลืมเลือกให้หนูด้วยนะ” หลานสาวตัวสูงเอียงคอถาม ซึ่งเกือบทุกครั้งที่เรามาร้านหนังสือมือสองด้วยกัน เธอมักจะบอกกับฉันแบบนี้เสมอ

ฉันส่งยิ้มให้หลานสาวพร้อมกับมองไปที่มือน้อย ๆ ของเธอ เห็นหนังสือกึ่งเก่ากึ่งใหม่อยู่ในมือเธอแล้วประมาณ 2-3 เล่ม “เอ…อาก็เห็นหนูเลือกได้ตั้งหลายเล่มแล้วนี่นา” ฉันแอบเย้า ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วฉันเองก็ได้แอบเลือกหนังสือไว้ให้เธอเหมือนทุกครั้งที่เราเข้าร้านหนังสือด้วยกัน “แหะ ๆ หนังสือที่หนูเลือกเองอ่านไม่สนุกเท่ากับหนังสือที่อาเลือกให้น่ะค่ะ” หลานสาวส่งยิ้มเขิน ๆ ให้ ก่อนจะขอตัวเดินไปดูหนังสือที่อยู่ด้านในต่อ

“ลิตเติ้ลทรี” วรรณกรรมเยาวชนชนเผ่าเชโรกี คือเล่มที่ฉันตั้งใจเลือกให้เธอ…และเป็นหนังสือที่ฉันเคยอ่านเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ครั้งนั้นฉันได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือยอดนิยมแห่งหนึ่วในห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ด้วยเพราะประทับใจในเนื้อหาที่อยู่หลังปกหนังสือ และเมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกประทับใจถ้อยความเนื้อหาด้านใน ที่บรรจุเรื่องราวคล้ายกับตัวละครทุกตัวมีชีวิตอยู่จริง ขณะที่อ่าน ฉันสัมผัสได้ถึงสายลมป่าบางเบากระทบใบหน้า เสียงไหลรินของลำธารที่มาจากภูเขา ความประทับใจที่มีต่อปู่และย่าแห่งสายเลือดเชโรกี จนพาลคิดไปว่า อยากเป็นเด็กน้อย “ลิตเติ้ลทรี” คนนั้น และฉันมักจะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านเสมอทุกครั้งที่คิดถึง “ลิตเติ้ลทรี”

แต่เมื่อมีเหตุให้ต้องย้ายที่อยู่หลายต่อหลายครั้ง ก็ทำให้หนังสือเล่มนี้หายไป แต่ก็ยังคงเป็นหนังสือเล่มโปรดอีกหนึ่งเล่มในชีวิต ที่ยังคงประทับใจ และมุ่งหวังอยากให้คนที่ฉันรักทุกคนได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันเชื่อว่า เรื่องราวและถ้อยความดี ๆ ในหนังสือเล่มนี้ จะทำให้พวกเขาเกิดความซาบซึ้ง มีความสุข และอยากดูแลจิตวิญญาณของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เพราะกลัวว่ามันจะหดเล็กเท่าฮิคกอรี่นัท…

ครานั้นฉันเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นต่างจังหวัดที่อยากเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองหลวง เมืองศิวิไลซ์ เมืองแห่งความฝันของหลายคนอย่างกรุงเทพมหานคร ระหว่างที่ทำงานที่นั่น ฉันได้พบเจอผู้คนมากมาย ทั้งคนดี คนไม่ดี คนเห็นแก่ตัว คนโกหก หลอกลวง คนที่ชอบหักหลัง เจ้านายที่ชอบเอาหน้า คนที่จนมาก ๆ และมีโอกาสได้เข้าไปใกล้ชิดคนที่รวยมาก ๆ และกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคม กลุ่มคนที่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนทั่วไป ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ และชะตากรรมของผู้คนที่ต้อยต่ำ ที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันเหล่านี้ที่ฉันได้เห็นมันอย่างใกล้ชิด ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดจนถึงขั้นก่นด่าโชคชะตาชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่โชคชะตาของคนที่ดูต่ำต้อยด้อยค่าเท่านั้น แม้แต่โชคชะตาของตัวฉันเอง ก็ยังไม่อยากยอมรับมัน เพราะหลายครั้ง ฉันก็เป็นคนที่เผลอเหยียดคนอื่นเสียเอง

จนกระทั่งมีหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ช่วยให้ฉันเข้าใจ “โลก” เข้าใจ “มนุษย์” เข้าใจ “ตัวเอง” และเข้าใจแก่นสำคัญของการที่ว่า “มนุษย์เราทุกคนควรดูแลจิตวิญญาณของตัวเอง” ทำให้ฉันมองโลกและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น หนังสือเล่มนั้นก็คือ “ลิตเติ้ลทรี” (The Education of Little Tree) ผลงานการเขียนของ “ฟอเรสต์ คาเตอร์” และแปลโดย “กรรณิการ์ กรมเสาร์” จากบทนำของเรื่องได้เล่าว่า “ลิตเติ้ลทรี” เป็นวรรณกรรมที่เล่าขานชะตากรรมของชนเผ่าเชโรกี อันเป็นชนกลุ่มน้อยในอเมริกา ซึ่งถูกรุกรานโดยคนผิวขาวซึ่งยุคนั้นคนขาวมีวิธีคิดแบบ “อัตนิยม” หรือ “ความถูกต้องมีเพียงหนึ่งเดียว” และตัดสินคนอื่นที่แตกต่างไปจากตนว่า เลวร้าย โง่งม นอกรีต ฉะนั้น จงเชื่อฟังและเดินตามอย่างเชื่อง ๆ แล้วท่านจะเจริญเหมือนพวกเรา…นี่คือชะตากรรมของผู้ต่ำต้อยซึ่งปรากฎให้เห็นทั่วโลก แม้แต่ในเมืองไทยของเราเองก็มีให้เห็นกันอยู่มาก ชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์หรือแม้แต่คนจน ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเสมอภาคกัน…นี่คือถ้อยความง่ายงามที่กระจายดั่งนกโบยบินอย่างอิสระเสรีในหนังสือที่ชื่อ “ลิตเติ้ลทรี”

“ลิตเติ้ลทรี” บอกเล่าถึงความรัก ความผูกพันที่อบอุ่นระหว่าง มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ธรรมชาติ และบอกเล่าถึงโศกนาฎกรรมชะตาชีวิตอันชวนสลดหดหู่ และยังวิจารณ์สังคมด้วยอารมณ์ขันขื่น ถ้อยความใน “ลิตเติ้ลทรี” ยังสอนเราทางอ้อมอีกว่า มนุษย์ทุกคนควรลดความหยิ่งลำพองของตนลงเสีย และกลับมาทบทวนตัวตนเสียใหม่ ว่าเราไม่ใช่เราเท่านั้น แต่เราคือนก แม่น้ำ ป่าไม้ ทั้งหมดนี้เป็นเราแม้จะไม่ได้อยู่ในตัวเรา เพราะเมื่อเราเห็นเช่นนี้แล้ว เราย่อมจะไม่ทำลายสิ่งอื่น เช่นเดียวกับที่เราไม่ทำร้ายตัวเราเอง

ชีวิตของ “ลิตเติ้ลทรี” สายเลือดแห่งชนเผ่าเชโรกีเริ่มต้นขึ้น เมื่อเด็กชายวัย 5 ขวบต้องเสียพ่อกับแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ และบรรดาญาติพี่น้องก็ได้พากันขบคิดว่าเด็กชายจะไปอยู่กับญาติคนไหนดี ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากรับเขาไปเลี้ยง พวกเขาสนใจแต่ข้าวของที่บ้านของเด็กชายที่กำลังแย่งกันเอากลับไปเป็นของตัวเองเท่านั้น และท้ายที่สุดแล้ว เด็กชายตัวน้อยก็ได้ไปอยู่กับปู่ที่เป็นลูกครึ่งเชโรกี และย่าที่มีสายเลือดเชโรกีเต็มตัว ในกระท่อมเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางป่า มีลำธารสายเล็กที่น้ำไหลลงมาจากภูเขา เนื้อหาค่อย ๆ เล่าถึงชีวิตของเด็กชายวัย 5 ขวบนับจากที่ได้มาอยู่ในอ้อมกอดของปู่และย่า ตั้งแต่วิถีชีวิตประจำวัน การทบทวนถึงรากเหง้าของตัวเอง เล่าถึงความผูกพันที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การยอมรับและรู้ที่มาที่ไปของชาติกำเนิดตัวเอง หรือแม้กระทั่งวิธีการทำงานของเชโรกีที่ต้องติดต่อกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คนเผ่าพันธุ์เดียวกัน เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ฉันวาง “ลิตเติ้ลทรี” แทบไม่ลง และหยิบมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้งเมื่อคิดถึงย่า ปู่ และลิตเติ้ลทรี

อ่านทุกครั้งก็ตอกย้ำให้ฉันได้เห็นตัวเองมากขึ้น และคอยเตือนตัวเองว่าควรรักษาจิตวิญญาณของตนเอาไว้ให้ดี มีสติที่จะไม่โลภโมโทสัน ทำเรื่องเลวทราม ทำร้ายผู้อื่น และมัวแต่คิดหาผลประโยชน์ทางวัตถุ เพราะย่าของลิตเติ้ลทรีบอกว่า ถ้าเราเป็นคนอย่างนั้น…จิตวิญญาณของเราจะหดเล็กลงเหลือเท่าขนาดเท่าฮิคกอรี่นัท.

และเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้ง ฉันก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมฉันต้องอยากมาใช้ชีวิตที่เมืองใหญ่แห่งนี้ เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนแปลกหน้า ตึกรามบ้านช่องที่บดบังท้องฟ้า ดวงดาว ต้นไม้ใบหญ้าก็ยากที่จะได้เห็น อยากเห็นต้องไปที่สวนสาธารณะ อะไรอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ ๆ ฉันเกิดมา มีทั้งป่าไม้ แม่น้ำ ลำธาร ธรรมชาติ และที่สำคัญมีครอบครัวที่ยังรักและรอวันที่ฉันกลับไปอยู่เสมอ นอกจากนั้น “ลิตเติ้ลทรี” ยังทำให้เราคิดถึงครอบครัว คิดถึงชาติกำเนิด คิดถึงบ้าน ซึ่งก็คือ “บ้านของเรา” จริง ๆ คิดถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเอง มองเห็นความสุขที่แท้จริงที่อยู่เหนือไปจากเรื่องวัตถุ และเงินทอง…ว่าแท้จริงแล้วความสุขของคนเราควรมาจากข้างใน และการมีใครสักคนที่รักและเข้าใจ อย่างนั้นมิใช่หรือ

บางส่วนบางตอนของบทที่อ่านแล้วชอบมากที่สุดอีกบทหนึ่งใน “ลิตเติ้ลทรี” คือในบท “วิลโลว์จอห์น” โดยเฉพาะเพลงในหน้าสุดท้ายของบทนี้ ที่ฉันอ่านแล้วต้องน้ำตาไหลทุกครั้ง เนื้อหาเพลงนั้นกล่าวไว้ว่า…

“ท่านจะไปกับฉันหรือเปล่า วิลโลว์จอห์น ไม่ไกลหรอก
หนึ่งหรือสองปี เท่าที่ท่านมีเวลา
เราจะไม่พูดคุยกัน ไม่บอกเล่าถึงความขมขื่นอันยาวนาน
อาจหัวเราะเป็นบางครั้ง หรืออาจหาเหตุผลสักข้อเพื่อร้องไห้
หรือบางสิ่งที่เราสูญเสียไป เราอาจค้นพบ
ท่านจะนั่งลงคุยกับฉันสักครู่ได้ไหม วิลโลว์จอห์น ไม่นานหรอก
เพียงนาทีเดียว หรือตามแต่เวลาที่ท่านมี
แค่มองหน้า เราต่างก็รู้ใจและเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน
เพื่อว่าเมื่อเราจากกันไป เราจะอุ่นใจว่าเราต่างเห็นคุณค่าของกันและกัน
อย่ารีบไปได้ไหม วิลโลว์จอห์น? เพื่อเห็นแก่ฉัน
ความอ้อยอิ่งอาวรณ์จะช่วยปลอบโยนใจ
ความทรงจำจะช่วยระงับน้ำตามิให้รินไหล
เมื่อครุ่นคะนึงถึงท่าน ในห้วงปีที่เราจากกัน
คงช่วยบรรเทาใจเจ็บปวดซึ่งร่ำร้องถวิลหา…

และตอนนี้ฉันก็ได้หยิบ “ลิตเติ้ลทรี” ใส่ตะกร้ารวมกับหนังสือเล่มอื่น ๆ ไว้ให้กับหลานสาวตัวน้อยเรียบร้อยแล้ว…

ชื่อหนังสือ : ลิตเติ้ลทรี (The Education of Little Tree)
ผู้เขียน : ฟอเรสต์ คาเตอร์
ผู้แปล : กรรณิการ์ กรมเสาร์
สำนักพิมพ์ : มูลนิธิโกมลคีมทอง
พิมพ์ครั้งที่ 4

Share Button

“บ้านเล็กริมห้วย” (On the Banks of Plum Creek) หนังสือชุดบ้านเล็ก (เล่ม 4) โดย “ลอร่า อิลกัลส์ล ไวล์เดอร์” วรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิก Best Of The World

“บ้านแบบไหน ที่ทำให้ผู้อยู่มีความสุข”

ฉันก็คงเหมือนกับอีกหลาย ๆ คน ที่เคยเฝ้าฝันอยากมีบ้านหลังใหญ่ ๆ สวยงาม บนเนื้อที่กว้างขวาง มีสนามหญ้าสีเขียว ปลูกดอกไม้นานาพรรณ มีต้นไม้น้อยใหญ่คอยให้ร่มเงาร่มรื่น และเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ในขณะที่อีกหลายคนก็ฝันอยากมีบ้านในฝันที่อาจเหมือนและแตกต่างกันกับฉัน เพราะเราเชื่อว่า ถ้าเราได้มีบ้านในฝัน เราจะมีความสุข ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว…หากเราได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของบ้านแบบนั้นจริง ๆ เราจะมีความสุขจริงมั้ย?

เพราะ “ความสุขของใจ” อาจไม่ใช่เพราะการได้อยู่ “บ้าน” แบบที่เราฝันก็เป็นได้..

“บ้าน” คือวิมานของคนแทบทุกคน ทุกชนชั้น เรารู้สึกปลอดภัย สบายใจ เป็นตัวของตัวเอง หลับได้เต็มตื่น กิน เล่น นอน เกลือกกลิ้ง และจะทำอะไรก็ได้เมื่อได้อยู่ในบ้านของตัวเอง ไม่ว่าเราจะออกไปเผชิญชีวิตข้างนอกมาแค่ไหน ไปท่องเที่ยวมาแล้วรอบโลก แต่ “บ้าน” ก็ยังเป็นสถานที่ที่เราคิดถึงและอยากกลับไปซบไออุ่นอยู่เสมอ

แต่ไม่ว่าจะค้นหาความสุขจากการ “มีบ้านแบบไหน” หรือ “บ้านแบบไหน” ที่จะทำให้ฉันมีความสุขได้นั้น เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ฉันก็ไม่อาจหาคำตอบในเรื่องนี้ได้อยู่ดี จนกระทั่ง…วันหนึ่ง เมื่อฉันได้อ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “บ้านเล็กริมห้วย” หรือ “On the Banks of Plum Creek” มันก็ทำให้ฉันได้เปลี่ยนมุมมองความคิด และได้เข้าใจมากขึ้นว่า “ความหมายของบ้านที่ทำให้เรามีความสุข” ได้นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะขนาดของตัวบ้าน หรือบ้านต้องสวยหรูดูดีมากแค่ไหน มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้างอยู่ในนั้น ฯล หากแต่ความสุขของการได้อยู่บ้านหลังนี้ มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วเราเรียกว่า “บ้าน” นั่นต่างหากล่ะ และองค์ประกอบที่ว่านั้นก็คือ “ความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น ความเห็นอกเห็นใจกันและกันของคนในครอบครัว” ที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่น้อง…

เหมือนบ้านหลังเล็กที่ “ลอร่า” ตัวละครหลักในเรื่องนี้มีนั่นเอง

“บ้านเล็กริมห้วย” เป็นวรรณกรรมเยาวชนในชุดบ้านเล็กลําดับที่ 4 และเป็น 1 ใน วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลงานสุดคลาสสิคของผู้เขียน “ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์” ที่ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ ผู้เขียนได้เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่แสนสุขของเธอ ในช่วงที่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ริมห้วยร่วมกับครอบครัว “บ้านเล็กริมห้วย” ของเธอ เป็นบ้านที่มีเพื่อนบ้านเป็นธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งป่าไม้ ทุ่งหญ้า แม่น้ำ สัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ บ้าน ซึ่งเรื่องราวในเล่มนี้ ลอร่าได้เล่าถึงความยากแค้นแสนเข็นของครอบครัวเธอที่มีต่อการเพาะปลูกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาถึง 2 ปี หลังจากอพยพมาอยู่ที่ “มินเนโซตา” ซึ่งจากความแร้นแค้นในครั้งนี้ ทำให้พ่อของเธอตัดสินใจพาครอบครัวย้ายไปอยู่ต่างแดนอีกครั้ง ซึ่งดินแดนแห่งใหม่นั้นเอง เป็นที่ ๆ พวกเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอีกหลายอย่าง ทั้งต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด การต้องและต้องอยู่กับธรรมชาติด้วยความเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียว การผจญภัยของลอร่าและน้อง ๆ ของเธอ ปัญหาที่ต้องแก้ไขไม่เว้นแต่วัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น พวกเขาผ่านมันไปได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความรักของทุกคนภายในครอบครัว ซึ่งนอกจากการได้เห็นวิถีชีวิตของครอบครัว “อิงกัลส์ล” แล้ว เนื้อหาในเรื่องยังซ่อนกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และสังคมประจำวันของอเมริกาในยุคนั้นไว้เป็นอย่างดีอีกด้วย

อ่านชีวิตของครอบครัว “ลอร่า” แล้ว ทำให้ต้องทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านของตัวเอง… และแน่นอนว่า มันทำให้ฉันคิดถึงบ้าน…

“บ้านหลังใหญ่” อาจไม่ได้มอบความสุขให้กับเรา ถ้าบ้านหลังนั้นขาดความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันของสมาชิกภายในบ้าน และที่ฉันประทับใจวรรณกรรมเล่มนี้อีกอย่างก็คือ วิธีการสอนลูก ๆ ของ “ชาร์ลส์” พ่อของลอร่า ที่สอนให้ลูก ๆ ได้มองเห็นความจริงและยอมรับมัน มากกว่าที่จะต้องคอยโกหกเพื่อให้เรื่องจบ ๆ ไป อย่างตอนที่พ่อได้ตัดสินใจใช้ม้าพันธุ์มัสแต็ง 2 ตัว “เพ็ต” และ “แพ็ตตี้” ที่ผูกพันและอยู่กับครอบครัวมานานหลายปี แลกกับที่ดินของ “มิสเตอร์แฮนสัน” ฉากนั้นได้เล่าว่า พอลอร่าได้รู้ก็รู้สึกเสียใจมาก เพราะรักและผูกพันม้าทั้งสองตัว ไม่อยากสูญเสียมันไป แต่เธอก็รู้ว่าไม่สามารถรั้งมันไว้ได้ และเธอก็ไม่ควรร้องไห้เพราะตอนนี้อายุ 7 ขวบแล้ว ลอร่าได้ถามพ่อว่า

“พ่อจ๊ะ นี่พ่อต้องให้เพ็ตกับแพ็ตตี้ไปจริง ๆ เหรอจ๊ะ พ่อให้เขาไปจริง ๆ เหรอจ๊ะ” ซึ่งผู้เป็นพ่อก็ได้ตอบกลับมาว่า “เพ็ตกับแพ็ตตี้ชอบท่องเที่ยว มันเป็นม้าอินเดียนแดงนี่ลอร่า จะให้มันไถนาก็ไม่ไหว เป็นงานหนักเกินกำลังของมัน ถ้ามันได้เดินทางไปในทิศตะวันตก มันก็จะสนุกสบายมากกว่านี้ หนูคงไม่อยากเอามันไว้ที่นี่ ให้มันตายไปกับคันไถหรอกนะ”

ซึ่งนั่นหมายถึงว่า วิธีการปลอบประโลมที่มีทั้งคำอธิบายและคำตอบอยู่ในนั้นของผู้เป็นพ่อ ได้ให้ลอร่าได้มองกว้างออกไปนอกจากคิดถึงเรื่องการสูญเสีย คือการได้เห็นความสุขของผู้อื่น หาใช่ความสุขของตัวเราเองที่ได้ครอบครองมัน

หรือบรรยากาศการสร้างความสุขเล็ก ๆ แต่มีคุณค่าต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่งภายในครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้เป็นพ่อได้ซ่อนคำสอนเรื่อง “ความสุขและความพอใจต่อบ้านของเรา” เอาไว้ในนั้น อาทิ ฉากหลังอาหารค่ำ หลังจากจุดตะเกียงให้แสงสว่างแล้ว พ่อก็จะหยิบซอออกมาจากหีบ และขึ้นสายอย่างไพเราะ แล้วก็เริ่มบรรเลงเพลง “เมื่อจอห์นนี่เดินกลับบ้าน” ต่อด้วยเพลง “สาวน้อยแสนหวาน, สาวน้อยคนสวย, สาวคนที่ฉันทิ้งไป, บ้านเคนทักกีเก่าแก่ของฉัน” และ “แม่น้ำสวานี่” ซึ่งทุกคนในครอบครัว อันมีแม่, ลอร่า และแมรี่น้องสาวก็ช่วยกันร้องเพลงประสานเสียงไปด้วยกัน หรือแม้กระทั่งน้องชายคนเล็กที่ยังแบเบาะก็เหมือนจะฟังรู้เรื่อง ซึ่งท่อนหนึ่งในบทเพลงนั้น พ่อได้ร้องว่า…

“แม้นเราจักท่องผ่านปราสาทราชวัง
และที่เพลินตาเพลินใจ
แต่ก็แสนชื่นใจว่า ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านของเรา”

ฉันอ่าน “บ้านเล็กริมห้วย” จบเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แต่ทว่า..ใจที่อยากกลับไปหาครอบครัวที่อยู่ในชนบทนั้นเกิดขึ้นทันที และมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันตั้งใจเอาไว้ว่า เร็ว ๆ นี้ฉันจะต้องกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด บ้านที่อยู่ในชนบทเล็ก ๆ บ้านที่หลังบ้านติดทุ่งนาและป่าใหญ่ บ้านที่ยังมี พ่อ แม่ พี่ น้องอยู่กันพร้อมหน้า ฉันคงมีความสุขเหมือนที่ลอร่าและครอบครัวของเธอมีเช่นกัน… เพราะเมื่อฉันได้รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “บ้าน” แล้ว ฉันกลับไม่เคยนึกภาพบ้านหลังใหญ่ ๆ สวยงาม บริเวณกว้างขวาง บ้านที่เป็นเหมือนบ้านในฝันหลังนั้นอีกเลย

“ก้อนเมฆนั้นตกลงมาเป็นฝนตั๊กแตน มันมากันเป็นกลุ่ม ถึงกับบดบังดวงอาทิตย์จนแดดมืด เสียงปีกของมันดังซู่ ๆ อยู่ในอากาศ มันหล่นลงมากระทบพื้นดินและตัวบ้าน ดังเหมือนลูกเห็บตก…”

ชื่อหนังสือ : บ้านเล็กริมห้วย (On the Banks of Plum Creek)
(หนังสือชุดบ้านเล็ก เล่ม 4)
ผู้เขียน : ลอร่า อิงกัลส์ล ไวล์เดอร์
ผู้แปล : สุคนธรส
สำนักพิมพ์ : แพรวเยาวชน

Share Button

“ดวงตากระต่าย” (A RABBIT ’S EYES) โดย “เคนจิโร่ ไฮทานิ” วรรณกรรมเยาวชนติดอันดับขายดีของประเทศญี่ปุ่น “มนุษย์เราควรมีความเมตตาปราณีต่อผู้อื่นเป็นสิ่งหนึ่งของชีวิต”

ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือที่เขียนขึ้นตั้งแต่ตอนที่ฉันยังไม่เกิดเล่มนี้ จะสะท้อนความจริงของชีวิตมนุษย์ ทั้งทางด้านพฤติกรรม ด้านสังคม รวมถึงความจริงที่ซ่อนอยู่อย่างไม่มิดชิดของโลกใบนี้ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาหลากรสชาติ ทั้งสนุก สลดหดหู่ ซาบซึ้ง กินใจ ประทับใจ แม้ว่าจะเป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้ตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2517 ก่อนที่ฉันจะเกิดถึง 2 ปีเลยก็ตาม

ก่อนหน้านั้น ฉันเคยมองเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกอย่างไร ขอตอบด้วยความกระดากใจอยู่ไม่น้อย ว่ามันค่อนข้างตื้นเขิน และออกไปในทางโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นด้วยเพราะคิดว่า “เขาไม่ใช่เรา” คงเพราะความอ่อนเยาว์ด้วยวันวัยส่วนหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ชีวิตอีกส่วนหนึ่ง และการได้บังเอิญเจอหนังสือเล่มเก่าเก็บในลังกระดาษเก่า ๆ ที่ไม่เคยเปิดมาแล้วหลายปีของพี่ชายคนโต ที่ชื่อ “ดวงตากระต่าย” เล่มนี้ มันก็ไม่ได้ถึงขั้นทำให้ฉันบรรลุเรื่องการมองคน มองโลก หรือขัดเกลาจิตใจฉันได้ถึงขนาดกลายเป็นคนดีเลิศประเสิรฐศรีเหมือนพลิกฝ่ามือหรอกนะ หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่วยให้ฉันได้เข้าใจว่า “ชีวิตคนอื่นไม่เหมือนเรา และชีวิตเราก็ไม่เหมือนคนอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าโลกก็เป็นอย่างนี้แหละ มีความหลากหลาย และบนความหลากหลายนั้นก็มีความเหลื่อมล้ำ มีคนที่ถูกด้อยโอกาส คนถูกทอดทิ้ง คนที่ถูกสังคมรังเกียจ และหน้าที่ของเราที่พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์คือ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมมันดีขึ้นได้อย่างไร”

นับจากนั้นมันทำให้ฉันพยายามมองผู้อื่นโดยไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากเกินไป หรือใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานอย่างที่เคยเป็น…

นั่นเพราะเรื่องราวใน “ดวงตากระต่าย” ที่ดำเนินเรื่องโดยสองตัวละครหลักอย่างครูสาว “โคทานิ อะเกมิ” ที่เพิ่งผ่านพิธีแต่งงานมาได้ประมาณ 10 วัน และเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาสด ๆ ร้อน ๆ ลูกสาวของแพทย์ที่เคยใช้ชีวิตบอบบางอย่างคุณหนู ต้องมาเจอกับเด็กนักเรียนชายตัวเล็ก ๆ ที่ชื่อ “เท็จโซ” ผู้มีฐานะยากจน มีบ้านอยู่ใกล้กับโรงขจัดขยะมูลฝอยที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ โรงเรียน เป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และผู้ซึ่งถูกรังเกียจและรังแกอยู่บ่อยครั้ง ที่น่าหดหู่ใจกว่านั้นก็คือ “เท็จโซ” ไม่มีเพื่อนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนล้วนคิดว่า “เท็จโซ” เป็นเด็กนิสัยประหลาด ไม่เข้าพวก ชอบใช้ความรุนแรง คบไม่ได้ มีความเป็นอยู่อย่างซ่อมซ่อ จน สกปรก อยู่บ้านขยะน่ารังเกียจ ในทีแรก “อะเกมิ” ไม่เข้าใจพฤติกรรมของเท็จโซเลยแม้แต่น้อย กลับมีความรู้สึกหวาดกลัวและไม่อยากสุงสิงเหมือนที่คนอื่น ๆ ทำกับเด็กน้อย แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อ “อะเกมิ” ได้ใกล้ชิดและรู้ความจริง ว่า “เท็จโซ” เป็นเด็กที่มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ความซ่อมซ่อที่อยู่ภายนอกนั้น ช่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยู่ในหัวใจดีงามของเด็กน้อยยิ่งนัก นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ครูสาวมีความมุ่งมั่นที่จะได้หัวใจอันเปี่ยมรักและเมตตาของเด็กนักเรียนตัวน้อยผู้น่าสงสารมาครอบครอง ส่วน “เท็จโซ” นั้น เขาหวังได้เป็นมนุษย์ที่มีการพัฒนาพร้อมทั้งกายและใจ ใช้ชีวิตอย่างคนอื่น ๆ ทั่วไปในสังคม ที่สามารถข้ามผ่านทั้งเรื่องราวทุกข์และสุขได้ และสามารถคบหามนุษย์ด้วยกันเป็นเพื่อนได้

เรื่องราวชีวิตของครูสาวและเด็กชายตัวน้อยดำเนินไปในแต่ละวัน รวมทั้งหมด 26 บททดสอบ ตัวละครทุกตัวในเรื่องล้วนผ่านบททดสอบของชีวิต และได้เรียนรู้ชีวิตของคนอื่น ๆ ที่แตกต่างจากตนไปในขณะเดียวกัน ซึ่งมันไม่ใช่แค่บททดสอบที่เด็กชายตัวน้อยอย่าง “เท็จโซ” ต้องเจอ เพื่อที่จะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์เท่านั้น หากแต่มันทำให้ครูสาวอย่าง “อะเกมิ” ได้เรียนรู้ชีวิต ความรู้สึกนึกคิด ความเป็นอยู่ ของคนที่ด้อยกว่าตนในทุกด้าน ทั้งฐานะและการยอมรับนับถือของสังคม หากแต่กลับเป็นผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และก้าวข้ามเรื่องราวร้าย ๆ ในชีวิตมาแล้วมากมาย อาทิ “ตาเฒ่าบั๊ก” คุณตาของ “เท็จโซ”
ฉันชอบหลายประโยคที่ “ตาเฒ่าบั๊ก” คุณตาของ “เท็จโซ” ผู้ซึ่งผ่านชีวิตที่เลวร้ายและการถูกทรมานเจือนตายมาแล้ว ได้พูดกับ “อะเกมิ” ในคราวที่เธอได้เข้าไปในบ้านหลังซ่อมซ่อข้างโรงขยะแห่งนั้น เป็นประโยคที่ฟังแล้วทั้งรู้สึกสะเทือนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับฉันไปในตัว เพราะสะท้อนความจริงของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อาทิ

“…คนที่ตราหน้าว่าเป็นมนุษย์นั้น มันสามารถทำอะไรก็ได้ มันกลายเป็นผีห่าซาตานก็ได้….”
“ก็จริงอย่างว่า คนเราถ้าตายแล้วก็หมดสิ้นความหวังทุกอย่าง….”
“มนุษย์เรา ลองได้พลาดสักครั้งหนึ่งแล้ว ก็เหมือนได้ไหลลงสู่ห้วงเหว ยากที่จะลุกขึ้นมาตั้งหลักได้..”

ฉันจดข้อความเหล่านี้เอาไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวเพื่อตอกย้ำกับตัวเองว่า “จะไม่กลายเป็นคนอย่างที่ตาเฒ่าบั๊กพูดนี้เด็ดขาด!!”

“รสริน ลิ้มประเสริฐ” บรรณาธิการเล่มได้กล่าวเอาไว้น่าสนใจว่า “ดวงตากระต่าย” ได้บอกให้เราได้รู้ว่า ในสภาพแวดล้อมที่ดูเหมือนเลวร้าย หมายถึงยากไร้และซ่อมซ่อนั้น คนก็อาจจะมิได้ซ่อมซ่อตามไปด้วย เขาสามารถมีศักดิ์ศรี มีน้ำใจ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพทางวัตถุเลย หรือครูผู้หนึ่งที่ชอบมาทำงานสาย แต่มักเลิกงานตรงเวลา ทั้งยังชอบกินเหล้าและปากเสีย จนถูกขนานนามว่า “ครูอันธพาล” แต่มีน้ำใจต่อบรรดาลูกศิษย์จน ๆ แสนมอมแมมเป็นยิ่งนัก และเมื่อมีปัญหาอันกระทบถึงความเป็นความตายของเด็ก ๆ และเหล่าพ่อแม่แล้ว เขาก็กระโจนลงมาร่วมต่อสู้ด้วยสำนึกที่ว่า “…คนที่มีชีวิตอยู่เดี๋ยวนี้ล้วนแล้วแต่แทะเล็มชีวิตคนอื่นมา ต่างได้กัดกินชีวิตของคนที่ตายในสงคราม กัดกินคนที่ต่อต้านสงครามแล้วต่อชีวิตของตนเองมา มีคนที่กัดกินอย่างหน้าตาเฉย และก็มีคนที่กัดกินด้วยความทุกข์ทรมาน…” เขาคงจะทุกข์ทรมานเป็นแน่แท้ ถ้าไม่ได้เอาชีวิตของเขามาให้คนอื่นแทะบ้าง และถ้าเขาผ่านด่านนี้ไปได้ เราก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกลึกล้ำที่จะสถิตขึ้นในหัวใจของเขา เพราะ
“มนุษย์นั้นเมื่อผ่านการทดสอบมาได้ครั้งหนึ่งก็จะเจริญเติบโตขึ้น”

…ในโลกที่ร้อนรุ่มไปด้วยไฟพยาบาลและไฟโลภโมโทสันเช่นปัจจุบันนี้ “ดวงตากระต่าย” ทำให้เราได้ฉุกคิด ได้ตระหนักถึงสิ่ง ๆ หนึ่งที่เราแทบจะลืมเลือนไปเพราะถูกกลบกลืนด้วยกระแสความศิวิไลซ์ไปเกือบทั้งสิ้น ด้วยสิ่ง ๆ นั้นแสนสงบเสงี่ยมเจียมตัวทั้งกระจิ๊ดริด ไม่เคยเปล่งเสียง ไม่เคยเรียกร้อง ได้แต่เฝ้ารออย่างเงียบสงบ รอให้มนุษยชาติผู้หลงผิดทั้งหลายหันกลับมาเอง หันกลับมาพบพลานุภาพของสิ่งเล็ก ๆ นี้ สิ่งซึ่งเครื่องจักรยนต์กลไกทั้งหลายของโลกที่ทันสมัยสุดขีดไม่อาจทำเลียนแบบได้ เพราะสิ่ง ๆ นั้นแฝงฝังอยู่ใต้ก้อนเนื้อเล็ก ๆ ในร่างกายของมนุษย์ทุกผู้คนนั่นเอง

“A RABBIT ’S EYES” หรือ “ดวงตากระต่าย” ผลงานของ “เค็นจิโร่ ไฮทานิ”
นักเขียนแห่งเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น มีผลงานตีพิมพ์ออกมามากมายหลายเล่ม ที่นักอ่านหลายคนอาจจะเคยได้อ่านมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ลูกพระอาทิตย์, ครูเอ๋ย, จงเป็นลูกน้องเถิด, เขาดินโดดเดี่ยว” และในปี พ.ศ.2522 เขาก็ได้รับรางวัลนักเขียนที่ระลึกถึง “ยามาโมโต้ ยูโซ” ในเรื่อง “หินข้างทาง” ประเภทอะคาเดมี่

ฉันเชื่อเหลือเกินว่า หากใครได้อ่าน “ดวงตากระต่าย” จบลง แม้จะเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้าง และเอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็อาจจะอ่อนโยนลงได้ไม่มากก็น้อย…

“สิ่งที่สำคัญของความเป็นมนุษย์คือการขบถ เพื่อสร้างสรรค์ความดีงาม มนุษย์จะลืมวิญญาณแห่งการขบถไม่ได้”

ชื่อหนังสือ : ดวงตากระต่าย (A RABBIT ’S EYES)
ผู้เขียน : เคนจิโร่ ไฮทานิ
ผู้แปล : ธราธร นางาชิมา
สำนักพิมพ์ : มูลนิธิเด็ก

Share Button

หนังสือในดวงใจ รถไม้..ของขวัญ ในวัยวันฉัน 8 ขวบ

หนังสือในดวงใจ รถไม้..ของขวัญ ในวัยวันฉัน 8 ขวบ

ย้อนกลับไปเมื่อตอนฉันอายุได้ 8 ขวบ และกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ณ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลาพักเที่ยงหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ฉันจะชวนเพื่อนไปห้องสมุดด้วยกัน หรือถ้าเพื่อนไม่อยากไป ฉันจะไปคนเดียว และทันทีที่ถอดรองเท้าหน้าห้องสมุด ฉันจะรีบวิ่งจี๋ไปที่ชั้นวางหนังสือนิทานแล้วหยิบ เรื่อง รถไม้..ของขวัญ มาเปิดอ่านในทันที ฉันอ่านมันซ้ำๆในทุกวันอย่างโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และที่สำคัญฉันจะจับจองนิทานเล่มนี้ไว้ในอ้อมอกหรือเก็บไว้ใกล้ตัว แม้ว่าจะกำลังอ่านนิทานเล่มอื่นๆอยู่ ฉันไม่อยากให้ใครเอานิทานเล่มนี้ไปครอบครอง..

และฉันก็ทำเช่นนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสไปที่ห้องสมุด ฉันชอบขวัญ เด็กชายที่มีความมุ่งมั่น สามารถประดิษฐ์ของเล่นจากเศษไม้จนเป็นรถไม้ที่ถีบได้จริง ตอนนั้นฉันอยากทำได้อย่างขวัญมากๆ อยากมีรถไม้เป็นของตัวเอง

เนื้อหาของนิทานเล่มนี้เล่าถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อขวัญ ขวัญเป็นเด็กวัด ฐานะทางบ้านยากจน ในทุกเช้าขวัญจะเดินตามหลวงพ่อออกบิณฑบาตร มีอยู่วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนขวัญเดินผ่านบ้านเด็กคนหนึ่งชื่อแก้ว ครอบครัวของแก้วมีฐานะร่ำรวย และขวัญเห็นแก้วกำลังขี่รถจักรยานยนตร์ไฟฟ้า ขวัญได้แต่เกาะรั้วเฝ้ามองแก้วและเพื่อนๆกำลังเล่นของเล่นที่มีทั้งรถจักรยานยนตร์ไฟฟ้า หุ่นยนตร์ รถบังคับวิทยุ แก้วกับเพื่อนๆเห็นขวัญเข้าก็เลยโวยวายต่อว่าและทำท่าทีรังเกียจและพากันดูถูกขวัญถึงขั้นบอกให้ไปกินดิน ขวัญได้ยินเช่นนั้นก็เดินร้องไห้เสียใจออกมาจากบ้านของแก้ว

ในคืนนั้นเองขวัญได้ฝันเห็นรถไม้ แม้ว่าความฝันนั้นจะไม่ชัดเจนนักแต่ขวัญก็จำภาพรถไม้ได้ดี จนตอนเช้าขวัญรีบเร่งจัดการร่างภาพรถไม้ในความฝันนั้น และมองหาเศษวัสดุเพื่อมาประกอบเป็นรถ ไม้ที่พอหาได้เป็นแผ่นไม้ที่ลอยมาตามน้ำเน่าที่สกปรก มีผู้ใหญ่บางคนเห็นความตั้งใจของขวัญ จึงเอาล้อหน้าของรถสามล้อเก่าๆของเด็กมาให้ ขวัญประกอบรถไม้เป็นรถสามล้อที่สามารถถีบได้จริง เขาตั้งใจทำจนสำเร็จ ผู้ใหญ่ต่างให้การยกย่องในความตั้งใจ เด็กคนอื่นๆที่ได้เห็นรถของขวัญต่างพากันชมว่าสวยงาม ถามไถ่ว่าไปเอามาจากไหน

ขวัญยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ขวัญถีบรถไม้ของตัวเองไปหาแก้วที่หน้าบ้าน แต่ครั้งนี้ขวัญไม่รู้สึกอิจฉาหรือน้อยใจแก้วอีก แก้วและเพื่อนๆเห็นขวัญกับรถไม้ก็อยากนั่งรถของขวัญทุกคน ขวัญให้ทุกคนลองนั่งตามสบายสุดท้ายแก้วคิดได้จึงเอารถมาแบ่งให้ขวัญได้เล่นบ้าง เด็กๆต่างแบ่งปันรถของตนเองให้แก่เพื่อน

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรามองความศักดิ์ศรีความมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ปลูกฝังลักษณะนิสัยการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น นี่ฉันมาคิดได้ตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ถ้าตอนนั้นถามว่าทำไมถึงชอบนักชอบหนากับนิทานเล่มนี้ อาจจะเป็นเพราะฉันเป็นเด็กช่างจินตนาการ ชอบประดิษฐ์ และขี้สงสาร จึงเอาใจช่วยและเชียร์ขวัญแบบออกหน้าออกตา ด้วยการหยิบนิทานของขวัญมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนอนสตอป

วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเดินเข้าไปในห้องสมุดแล้วพบหนังสือนิทานในดวงใจเล่มนี้ หัวใจฉันเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น ฉันบรรจงเปิดอ่านทีละหน้า ตามท่วงทำนองกลอนแปด ตั้งแต่หน้าแรกจนจบ คิดถึงตัวเองตอนป.2 ที่ยังไร้เดียงสา ภูมิใจในตัวเองเล็กๆว่านิทานเล่มเล็กๆนี้เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่หว่านทิ้งไว้แล้วมันงอกงามแตกราก เติบโต เป็นต้นกล้า แตกกิ่งก้านสาขาจนเป็นต้นไม้ใหญ่ จนฉันเป็นอ่านจนและอาศัยร่มเงาดอกผลของการอ่านกระทั่งเป็นนักเขียนกับเขาได้ในวันนี้.. เพราะว่าการอ่านเปรียบเสมือนต้นทุนวัตถุดิบชั้นดีของการเขียน ฉันเขียนได้เพราะฉันอ่าน และเพราะฉันอ่านหนังสือดีๆฉันจึงเขียนงานดีๆได้ ขอบคุณเพื่อนในวัยเยาว์ ผู้ปลุกปั้นความฝันและแรงบันดาลใจให้ฉัน มีนิสัยเช่นเด็กชายขวัญในนิทาน จนถึงวันนี้

ปล. เรื่องรถไม้ของขวัญ ผู้แต่ง อิทธิพล วาทะวัฒนะ เป็นหนังสือที่ชนะการประกวด 2 รางวัล ในประเภทบันเทิงคดีและสวยงาม จัดอยู่ในหมวดหมู่หนังสืออ่านเพิ่มเติมสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

Share Button

รอมาลีแย้มบาน

เด็กน้อยวัยสามขวบกว่าตัวเล็กจ้อยกำลังหายใจอยู่ภายใต้เครื่องพ่นละอองยา ร่างน้อยๆ ของเธอหอบโยนเป็นจังหวะเดียวกับเสียงครืดคราดในลำคอ แว็บหนึ่งเธอหันมาสบตาเรา แล้วมองเมินไปเหมือนเราไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

งานแรกของ #อาสาสร้างสุข ของเรา…คงไม่ใช่เรื่องง่าย
.
เราเฝ้ามองเด็กน้อยอยู่เงียบๆ จนกระทั่งสิ่งที่ครอบจมูกของเธอถูกปลดออก เราส่งรอยยิ้มไปทักทาย เธอมองเฉยๆ ไม่แย้มยิ้ม พูดคุยกับเธอหลายประโยค แต่เธอยังคงนิ่งเงียบคล้ายไม่ได้ยินเสียงเรา จนคุณแม่ของเธอต้องบอกกับเราว่า “น้องไม่ค่อยพูด” หลังจากนั้นเราจึงเปลี่ยนวิธีการสื่อสารใหม่เป็นการตั้งคำถามแทน สิ่งที่เหมาะกับเด็กเล็กไม่ช่างพูด ไม่อยากฟังนิทาน คงไม่พ้นการระบายสี

เธอเลือกรูป “คิตตี้” ออกจากรูปภาพนับสิบมาระบายสีอย่างแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็นสี เธอไม่ได้กลัวกระดาษเจ็บ แต่เธอมีเรี่ยวแรงเพียงเท่านั้น เราถามเธอว่าอยากให้ป้าช่วยมั้ยคะ เธอพยักหน้า นั่นคือแสงแรกที่สว่างว้าบเข้ามาให้เราใจชื้น ใครที่เดินผ่านเตียงของเรา จะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของป้าคอยถามนู้นถามนี่ตลอดเวลา ในขณะที่เด็กน้อยทำเพียงพยักหน้า ก้มหน้า ส่ายหน้า และเหม่อลอย แต่ถึงอย่างนั้นความมีชีวิตชีวาก็ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น ผ่านแรงกดดินสอสีที่เข้มขึ้น ผ่านการเลือกหัวใจหลากสีติดลงบนเล็บมือ ผ่านการชะเง้อหาตอนเราไปเตียงเด็กป่วยคนอื่น

เรากลับมาหาเด็กน้อยอีกครั้ง ครั้งนี้เราเล่นขายของกัน ดูเหมือนเธอจะโปรดปรานหม้อไหกระทะจานชามเป็นพิเศษ เธอกำลังเพลิดเพลินกับการทำเมนูไก่นึ่ง

“ขอไก่ป้าหน่อย ป้าหิวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว” เราพูดเสียงสั่นพร้อมกับทำมือสั่นๆ ยื่นไปหาเธอ แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!

เธอยิ้ม!!!

ยิ้มของเธอช่างสว่างไสว ฟันเรียงตัวขาวอย่างเป็นระเบียบ น่ารักอะไรขนาดนี้!

หลังจากหลุดยิ้มให้เราครั้งแรก เธอก็ยิ้มอีกเพียง 3-4 ครั้ง แต่นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าที่สุดกับการเฝ้ารอ ‘มาลี’ แย้มบานตลอด 3 ชั่วโมงที่เราอยู่กับเธอแล้ว
.
หวังเหลือเกินว่า…มาลีดอกนี้จะค่อยๆ แย้มกลีบบาน และส่งกลิ่นหอมจรุงคล้ายกับชื่อของเธอ “มาลีจันทร์”
.
.
ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุฯ (โรงพยาบาลชลประทาน)
13 กุมภาพันธ์ 2562
.
#อาสามีสุขรุ่นที่5 #โครงการโรงพยาบาลมีสุข #มูลนิธิกระจกเงา #อาสาสมัคร #อาสาสมัครในโรงพยาบาล #เด็กป่วย

.

Share Button

มือของผู้รับ..ไม่ได้อยู่ต่ำสุด..เสมอไป

มือของผู้รับ..ไม่ได้อยู่ต่ำสุด..เสมอไป

ก่อนฤดูฝนจะลาขาด พายุกรรโชกไม่รู้ที่มาที่ไป โหมลมจนปลายยอดต้นมะพร้าวไหว
แรงลมหอบหลังคาสังกะสีของบ้านให้ปลิดปลิวลอยไปตามลม ..
หนำซ้ำมันยังพัดพาตับหญ้าคานับสิบ ลอยหายไปต่อหน้าต่อตา
ชีวิตเมื่อยามปลายฝนต้นหนาว..ใครบางคนปรามาส
“ยังไม่ทันเอาชีวิตรอด ก็คิดช่วยเหลือคนอื่น มึงมันเตี้ยอุ้มค่อม”

เขารู้ดี..ยิ่งกว่าใครๆ..ชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยใครได้
เขาว่า..หากชีวิตค่อมๆที่รอการช่วยเหลือ ยื่นมือมา ไยมนุษย์ทุกข์ยากด้วยกันจะไม่เหลียวแล
แค่ค่อมหากยังพอยืนได้.. “ผมจะอุ้ม” เขาพูดแน่นหนัก

สำหรับตัวเขาเอง หลังได้รับการช่วยเหลือจากโครงการอาสามาเยี่ยม บ้านที่เคยว่างเปล่า
เริ่มมีข้าวของเครื่องใช้ ตู้เย็น ที่นอนหมอนมุ้ง ข้าวสาร และนมสำหรับเด็กๆ
และที่สุดของความปรารถนา “เห็ดนางฟ้าภูฎาน” คือคำตอบสุดท้ายของโจทย์ที่มีชื่อว่าความยากจน

ชีวิตก็เหมือนฤดูกาล ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำความฉุ่มชื่นของสายฝน ลมแล้งในฤดูหนาวก็ก้าวเข้ามาเตือนสติ
เขาตั้งใจถักหญ้าคาทีละเส้น หวังจะส่งต่อให้เพื่อนผู้ห่างไกลได้ใช้มันมุงเป็นหลังคาคุ้มแดดฝน
เขาอาจจะต้องเริ่มใหม่ เกี่ยวหญ้า นำมาตากแดด แล้วร้อยมันเข้ากับไม้ทีละเส้น จนกว่าจะเสร็จ

เพื่อนในยามทุกข์ยากคือยาอันวิเศษสุด..มันแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้ง..
เหมือนใครคนหนึ่งอาสามาปลดแอกบนหลังที่กำลังเมื่อยล้า
เสร็จเมื่อไหร่ไม่สำคัญ ..ความหมายของการได้รู้สึกเป็นผู้ให้..มันยิ่งใหญ่แต่เจียมเนื้อเจียมตัวนัก
คนพิการอย่างเขา เดินยังลำบาก ปากท้องยังอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง ลูกเมียยังมอมแมมยากเข็ญ
มีเพียงสองมือและหนึ่งสมอง.. ทันทีที่พอเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
เขารีบหยิบยื่นให้ผู้อื่นในทันที

“ขอให้เห็นว่าพรุ่งนี้ยังพอมีกินมีใช้” ไม่ต้องรอให้ร่ำรวยอะไร
เพราะความจนมันเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ไปตลอดชีวิต
ช่วยทั้งที่ยังจน..ทำอะไรได้ก็ทำ..ใช้แรงงานหยิบยื่นแบ่งปันกัน
พรุ่งนี้..หากบ้านอีกหลังมีหลังคาครบครัน บ้านเราค่อยถึงเวลาซ่อมแซม..

Share Button

วัน “เด็กเท่ากัน” วันเด็กกลางดอย ณ กระจกเงา เชียงราย

วัน “เด็กเท่ากัน” วันเด็กกลางดอย ณ กระจกเงา เชียงราย

ทันทีที่ลูกโป่งสีเหลืองสดใสกำลังร่วงลงกระทบพื้นดิน
เด็กชายวิ่งเอามือไปรองรับแล้วช้อนให้ลูกโป่งลอยขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง
พลางวิ่งวนหัวเราะร่า รอให้ลูกโป่งที่กำลังกระทบกับแสงแดดยามสายค่อยตกลงมาอีกครั้ง

ของเล่นชิ้นใหม่ในชีวิต ..ลูกโป่งของเล่นราคาสูงที่หาไม่ได้ง่ายในหมู่บ้าน
เขากอดลูกโป่งไว้แน่นราวของรักของหวง รถไฟจำลองคันเล็กในมือ
ที่ต้องก้มดูบ่อยครั้ง..ด้วยกลัวหล่นหาย

วันนี้มีเด็กกว่า 2,500 คนกำลังตื่นเต้นกับของขวัญในวันสำหรับเด็ก
เด็กชายตื่นเต้นนอนไม่หลับ รีบลุกจากที่นอนจูงมือแม่และน้อง
มาเข้าแถวลงทะเบียนตั้งแต่ตีห้าดวงอาทิตย์ยังไม่ออกทำงาน

ของเล่นกว่า 2,000 ชิ้นถูกรวบรวมมาจากทั่วประเทศ
ตุ๊กตา หนังสือนิทาน รถของเล่น อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และสีหลากหลายประเภท
ถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ตามหมายเลขไว้อย่างเป็นระเบียบ
ด้วยฝีมือของอาสาสมัครทั้งไทยและต่างชาติ
การเตรียมงานวันเด็กของมูลนิธิกระจกเงา จังหวัดเชียงราย
ต้องอาศัยระยะเวลาในการเตรียมงานอย่างน้อยสองเดือน
เพราะเรารู้ดีกว่า เด็กตั้งตาคอยวันนี้ อย่างใจจดใจจ่อแค่ไหน

เป็นพิเศษสำหรับปีนี้ไม่ใช่เพียงการระดมของเล่น
แต่ยังได้เห็นนำ้ใจของผู้คนที่หลั่งไหลกันช่วยบริจาคเงิน
เพื่อจัดเตรียมอาหารกลางวันสำหรับเด็กๆทุกคน
ไม่ใช่เพียงอิ่มใจแต่ต้องอิ่มท้องกลับบ้านอย่่างมีความสุขด้วย

ด้วยเชื่อว่าเด็กทุกคนเท่ากัน ไม่ว่าเขาจะเกิดที่ไหน เป็นใครและมีสัญชาติหรือไม่
เกือบทั้งหมดเป็นเด็กชาติพันธุ์ชนเผ่าที่เกิดและอาศัยอยู่ตามดอยภูเขาสูงสลับซับซ้อน

บางคนเดินทางล่วงหน้าสองสามวันกว่าจะมาถึงพื้นที่จัดงานวันเด็กในตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงราย
ของขวัญ ของเล่นบางชิ้น เป็นของเล่นชิ้นแรกในชีวิตของเด็กหลายคนที่นี่

สำหรับที่นี่วันเด็กไม่ได้มีเพียงเด็กที่มีความสุขสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น
พ่อแม่เด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สัมผัสหรือรู้จักวันเด็กก็เช่นกัน
วันเด็กจึงถือเป็นวันพิเศษที่ทำให้ครอบครัวได้มีโอกาสอยู่ร่วมกัน
ภายในงานมีการแสดงร่ายรำที่แสดงถึงวัฒนธรรมอันสวยงาม
ที่สื่อถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ไม่เพียงแค่เด็กไทยที่จะได้มีโอกาสในวันเด็ก
แต่เด็กเมื่อวันวานและเด็กในปัจจุบันทุกคนมีสิทธิรับความสุขของวันเด็กเท่ากันอย่างเท่าเทียม

Share Button

ขอขอบคุณ “ของขวัญ” ล้ำค่าที่มีชื่อว่า “ของบริจาค” จากใจ


ขอขอบคุณ “ของขวัญ” ล้ำค่าที่มีชื่อว่า “ของบริจาค” จากใจ

ตลอดปีที่ผ่านมา โครงการแบ่งปัน ได้รับของบริจาคจำนวนมากมายจากผู้คนที่สารทิศ
เช่นกันตลอดทั้งปี เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรวมทั้งนักศึกษาฝึกงาน ช่วยกันคัด แยก ของเพื่อจัดสรร
ไปสู่ทุกของบริจาตไปยังโครงการต่างๆของทางมูลนิธิ

“หนังสือทั้งเก่าและใหม่” ถูกส่งต่อไปยังโครงการอ่านสร้างชาติ เพื่อห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกลได้มีหนังสือดีๆให้เด็กได้อ่านและเรียนรู้

“เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง ผ้าห่ม ที่นอน หมอน มุ้ง ข้าวของสาธารณูปโภคต่างๆ” ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในบ้านที่ขาดแคลน ในโครงการอาสามาเยี่ยม เพื่อผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

“ของเล่นเสริมพัฒนาการ ตุ๊กตา เสื้อผ้าสำหรับเด็ก” ถูกกระจายไปยังโครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการอาสามาเยี่ยมและโรงเรียนไร่ส้ม โรงเรียนสำหรับเด็กไร้สัญชาติจังหวัดเชียงราย

“ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้ามือสองที่ยังมีสภาพดี” ถูกคัดแยกเข้าโครงการแบ่งปัน เพื่อพ่อค้าแม่ขายรายเล็กๆได้นำไปขายเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว

“คอมพิวเตอร์ แทปเลต โทรศัพท์มือถือมือสอง” ถูกนำมาซ่อมให้เป็นของใหม่ ในโครงการคอมเพื่อน้อง เพื่อกระจายความเจริญทางเทคโนโลยีไปยังเด็กๆที่อยู่ห่างไกล ในราคาย่อมเยาว์

ของบริจาคของทุกท่านจึงไม่ใช่เพียงของบริจาค แต่มันคือของขวัญสำหรับคนที่ต้องการและรอคอย
ปีใหม่ปีนี้ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก เสื้อผ้า และยารักษาโรคบางส่วน ถูกนำบรรจุลงกล่องห่อเป็นของขวัญสวยงาม เตรียมไว้สำหรับให้คนไร้บ้านได้ร่วมสนุกจับฉลาก เนื่องในเทศกาลปีใหม่เป็นครั้งแรก!!

เช่นเดียวกัน ของเล่น ของขวัญมือหนึ่ง หนึ่งพันชิ้นสำหรับเด็กป่วย ถูกนำไปกระจายต่อเพื่อใช้ในกิจกรรมเทศกาลปีใหม่และวันเด็ก เพื่อให้เด็กป่วยได้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความสุขนี้ เฉกเช่นพวกเราทุกคน กว่า 8 โรงพยาบาลเด็กป่วยกว่า 200 คนได้รับของขวัญส่งถึงมือและถึงเตียง นำความสุขสนุกสนานกระจายไปทั่ววอร์ด

ซึ่งนอกจาก เด็กป่วยที่ได้รับของขวัญแล้ว ยังมีมีเด็กชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล เด็กในชุมชนแออัด มูลนิธิดวงประทีป เด็กถูกขายแรงงานในไร่ส้ม อำเภอ ฝาง จังหวัด เชียงใหม่ และเด็กในชุมชนต่างๆอีกด้วย

ตลอดปีที่ผ่านมารอยยิ้มไม่เคยจางหาย ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ
เพราะในทุกการบริจาค ผู้รับ รับรู้ถึงความตั้งใจและน้ำใจของผู้ให้ทุกคนด้วยความซาบซึ้ง
และขอขอบคุณทุกท่าน ด้วยการดูแลรักษาของทุกชิ้นที่ได้รับมาเป็นอย่างดีด้วยความเต็มใจ

Share Button

โรคภัยไม่อาจขวางกั้น..สร้างความสุขให้ในทุกเทศกาลเพื่อเด็กป่วย

โรคภัยไม่อาจขวางกั้น..สร้างความสุขให้ในทุกเทศกาลเพื่อเด็กป่วย

เป็นปีที่ 12 แล้วที่โครงการโรงพยาบาลมีสุข จัดกิจกรรมปีใหม่และวันเด็กสำหรับเด็กป่วยขึ้นใน 8 โรงพยาบาลผ่านการระดมของขวัญ ของเล่น ตุ๊กตา อุปกรณ์เครื่องเขียน นมกล่องและของเล่นเสริมทักษะพัฒนาการต่างๆ สำหรับเด็กในทุกวัยที่มารักษาตัวในโรงพยาบาล

ในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ทางมูลนิธิกระจกเงาจะเปิดขอรับของบริจาคมือหนึ่ง
เพื่อเตรียมให้กับเด็กป่วยกว่าหนึ่งพันชิ้น ทำไมต้องจึงเปิดรับเฉพาะของมือหนึ่งเท่านั้น
เพราะเด็กป่วยบางคนแพ้ไรฝุ่น บ้างภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเท่ากับพวกเรา ของเล่นทุกชิ้น จึงได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กป่วยทุกๆคน

และเทศกาลปีใหม่ถือเป็นเทศกาลที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความสุข เราเชื่อว่าเด็กป่วยทุกคนควรได้รับสิทธิร่วมสนุกและมีความสุขในเทศกาลนี้เช่นกัน แม้ว่าบางคนจะนอนป่วยรักษาตัวอยู่บนเตียง เคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้ หรือบางคนกำลังเจ็บปวดทรมานจากบาดแผลผ่าตัด หรือเพิ่งผ่านการคีโมเพื่อรักษาโรคร้ายให้บรรเทา

ของขวัญชิ้นเล็กๆชิ้นน้อยจะถูกทยอยไปถึงเตียง ให้มือน้อยๆได้จับฉลากและได้มีโอกาสลุ้นกับของขวัญที่ถูกหีบห่ออย่างสวยงามตรงหน้า รอยยิ้มเล็กๆจะช่วยทำให้ลืมความเจ็บป่วยได้ชั่วคราว

สำหรับเด็กป่วยที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทางโครงการโรงพยาบาลมีสุข จะจำลองบรรยากาศปาร์ตี้เล็กๆให้เกิดขึ้นในห้องสันทนาการ ทุกคนจะได้ร้องเพลง จับฉลากและหัวเราะไปกับเกมส์ง่ายๆพอให้รู้สึกผ่อนคลาย พ่อแม่ผู้ปกครองก็สนุกสนานไปกับลุ้นว่าลูกหลานจะจับฉลากได้สิ่งใดกลับไปกอดไปเล่นที่เตียง

ความสุขในทุกเทศกาลแห่งความสุขของเด็กป่วยจึงไม่ใช่แค่เพียงการร้องรำทำเพลง และได้รับของขวัญเป็นของเล่นและตุ๊กตาเพียงเท่านั้น … การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในปาร์ตี้เล็กๆ กลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ความเจ็บป่วยเป็นเพียงเรื่องราวธรรมดา ที่ไม่อาจพรากความสุขสนุกไปจากหัวใจได้

มูลนิธิกระจกเงายังเปิดรับบริจาค : ตุ๊กตา,ของเล่นเด็ก,ของเล่นเสริมทักษะ,นมกล่อง ,อุปกรณ์เครื่องเขียน (ดินสอ,สี,สมุดภาพระบายสี) เพื่อใช้จัดกิจกรรมวันเด็กที่กำลังเดินทางมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ ของขวัญทุกชิ้นจะถูกส่งต่อไปยัง 8 โรงพยาบาล อันประกอบด้วย

1.โรงพยาบาลรามาธิบดี
2.โรงพยาบาลราชวิถี
3.โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
4.ศูนย์การแพทย์ปัญญานัทภิกขุ ชลประทาน
5.สถาบันสุขภาพแห่งชาติมหาราชินี
6.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
7.โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
8.โรงพยาบาลตำรวจ

#ที่อยู่ในการจัดส่ง
โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 191 ซอยวิภาวดีรังสิต 62 (แยก 4-7)
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210

สอบถามเพิ่มเติม : คุณมินนี่ 085-1966102

Share Button