นิทานข้างเตียง

S__159989861

“เมื่อเสียงนิทานจากข้างเตียงดังขึ้น เสียงของความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ก็ดังขึ้นด้วยเช่นกัน”

เราเข้ามาในวันที่น้องลั้ลลา ต้องเข้าไปทำ MRI ในช่วงเย็น จึงถูกสั่งให้งดอาหารมาตั้งแต่ 7 โมงเช้า ทำให้วันนี้ดูอ่อนเพลียกว่าทุกวัน แม้ว่าน้องจะค่อนข้างกังวลกับการรอเข้าไปทำ MRI แต่ก็ยังตั้งใจฟังนิทานที่เราเล่า และตั้งใจทำหุ่นกระดาษจากตัวละครในนิทานที่เราเล่าให้ฟังอย่างเต็มที่

“กระดุ๊กกระดิ๊ก กระด๊อกกระแด๊ก” เสียงดิ้นของตั๊กแตน ที่มาของชื่อนิทานที่เรานำมาเล่าให้น้องฟัง เป็นเรื่องราวของยายเช้าที่ชอบหาวปากกว้าง จนตั๊กแตนบินเข้าปาก ยายเช้าจึงกินสัตว์ตัวอื่นเพื่อให้ตั๊กแตนหายไปแต่ก็ไม่เป็นผล

นอกจากนิทานเรื่องนี้จะสอนเรื่องสุขอนามัยให้กับเด็ก ๆ อย่างการหาวควรต้องปิดปากแล้ว อีกนัยหนึ่งยังสอนให้เรารู้จักการแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ใช่ที่ปลายเหตุ และความเป็นเหตุเป็นผลที่เด็ก ๆ จะสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย

หลังจากนิทานจบลง แต่รอยยิ้ม และความสุขที่เรามอบให้ผ่านนิทานยังคงอยู่ ในโลกแห่งความจริง เราไม่มีพลังวิเศษใด ๆ อย่างในนิทาน แต่เราเชื่อว่าความทุกข์ ความเศร้า ความกังวลที่น้องกำลังเผชิญ สิ่งเหล่านั้นเราจะสามารถรักษาได้ด้วยกำลังใจ เราเพียงแต่หวังว่าวันหนึ่งน้องจะได้นอนฟังนิทานในห้องนอนไม่ใช่นิทานจากข้างเตียงพยาบาลเหมือนอย่างเคย

เรื่องโดย : นางสาวปัญนัชยา บุญญเสธ
มหาวิทยาลัยรังสิต

อาสา

36539156_1959585587424784_8743712210951340032_o

“เรามาทำอาสาเพื่อส่งต่อสิ่งดีๆให้กับผู้อื่น เราไม่จำเป็นต้องไปสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ แค่เข้าไปสร้างความสุขในใจ และทำด้วยใจที่อยากให้ก็เพียงพอแล้ว แม้แบ่งเบาความทุกข์ในใจไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ภูมิใจที่อย่างน้อยก็ได้ช่วยเหลือ”

เด็กหลายคนที่ป่วย เขาก็ยังมีช่วงเวลาที่มีความสุข มีเสียงหัวเราะ มีสังคม เหมือนกับเด็กทั่วไป
เพียงแต่พื้นที่เหล่านั้นถูกจำกัดให้แคบลง แต่สำหรับเด็กป่วยติดเตียงแล้ว นอกจากความสุขที่ถูกจำกัดให้น้อยลงกว่าเดิมปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างก็ยังถูกจำกัดตามลงไปด้วย

น้องฮุสเซน ก็เป็นเด็กป่วยติดเตียงอีกคนหนึ่งที่ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง น้องมักไม่ค่อยพูดจากับใคร และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์ อาสาจึงเข้าไปพูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกับน้องเพื่อให้น้องได้มีสังคม และได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการจ้องแค่หน้าจอโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว

ด้วยอาการป่วยของน้อง ทำให้ขาน้องไม่มีแรง เวลาห้อยขาลงจากเตียง น้องดูเจ็บมาก สิ่งที่ทำได้คือ ดึงหนังตัวเอง และใช้มือที่ดูอ่อนแรงนั้นช่วยพยุงขาของตัวเองขึ้นเท่านั้นการเลือกกิจกรรม จึงจำเป็นต้องอาศัยความสะดวกของน้องเป็นหลัก

เกมเศรษฐี และเกมบิงโก จึงเป็นสิ่งที่น้องเสนอ และเลือกที่จะเล่น ซึ่งพี่ๆอาสาก็เห็นว่าเป็นเกมที่สามารถจะช่วยพัฒนาความรู้ในเรื่องของการนับเลข และการจดจำของน้องให้ดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากน้องเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่เด็กๆ ทำให้น้องไม่ได้เข้าโรงเรียน การเรียนรู้บางส่วนจึงขาดไป หลังจากทำกิจกกรมเราเห็นได้ชัดว่าน้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น และยังสังเกตุเห็นว่าน้องสามารถนับเลขได้เร็วขึ้น สามารถใช้ตามองแล้วคิดในใจได้ โดยไม่ต้องใช้นิ้วนับแล้ว

“พี่จะมาอีกเมื่อไหร่ ผมอยากให้พี่มาอีก” เป็นคำถามสุดท้ายที่น้องฮุสเซนถามขึ้นก่อนอาสาจะกลับ

หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา แค่ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ มันก็มีความสุขในใจมากแล้ว แต่สำหรับครั้งนี้
ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก ทำให้เราเข้าใจ และเห็นอะไรหลายๆอย่างในชีวิตมากขึ้น

“ไม่ใช่แค่เราให้น้อง แต่น้องก็ให้เราเหมือนกัน”

เรื่องโดย : นางสาวปัญนัชยา บุญญเสธ
มหาวิทยาลัยรังสิต

ศิลปะการจัดวาง

“ป้าไม่เคยทำหรอกงานศิลปะพวกนี้ เคยทำแต่งานก่อสร้าง”

ผู้ป่วยคนหนึ่งกล่าว ขณะที่ตาเพ่งมองดอกไม้ประดิษฐ์จากไหมพรมหลากสีที่บรรจงทำขึ้นด้วยตัวเองทุกชิ้นอย่างตั้งใจ คุณป้าเสียบดอกไม้เหล่านั้นลงกระถางด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะจัดวางไว้ที่หัวเตียงอย่างดี

งานศิลปะเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาได้แสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกและประสบการณ์ผ่านทางงานศิลปะ รวมทั้งเป็นการสื่อถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจออกมาภายนอกโดยไม่ต้องใช้คําพูด

ผู้ป่วยหลายคนมีสภาวะที่ไม่สามารถบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นคำพูดได้ หรือมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุบางคนอาจใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตมาตลอด จึงมีความรู้สึกเครียด และกดดันไม่น้อย

37021315_1977424718974204_431662501218746368_n

โครงการโรงพยาบาลมีสุขได้มีโอกาสเข้าไปทำกิจกรรมศิลปะบำบัดกับผู้ป่วยในหลายๆโรงพยาบาล
เป้าหมายของเราไม่ใช่ทำให้โรคมะเร็งหายไป หากแต่เป็นการช่วยเหลือให้คลี่คลายจากความทุกข์ ความกังวล

“บางคนอาจมองว่า ศิลปะคือการระบายออกทางอารมณ์ แต่แท้จริงแล้ว ศิลปะยังคืนความสวยงามกลับสู่ข้างในจิตใจเราด้วย”

เรื่องโดย : นางสาวปัญนัชยา บุญญเสธ
มหาวิทยาลัยรังสิต

การเดินทางของความสุขในโลกใต้ท้องทะเลลึก

“เด็กทุกคนควรได้เล่นและเรียนรู้” วัยเด็กคือ วัยที่ควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะให้เหมาะสมกับช่วงอายุ แต่บางครั้งการเรียนรู้ก็ได้ถูกจำกัดด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเจ็บป่วย ปัญหาทางเศรษฐกิจในครอบครัว เป็นต้น โดยเฉพาะเด็กป่วยเวลาแห่งการเรียนรู้ของเขาจึงมีเงื่อนไข เมื่อเด็กคนหนึ่งเจ็บป่วยทำให้เศรษฐกิจในครัวเรือนเริ่มมีปัญหา การใช้เงินจึงต้องมีความระมัดระวัง เพื่อที่จะเก็บไว้เป็นค่ารักษาที่บางครั้งอาจกินเวลายาวนาน

แน่นอนว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาย่อมทำให้เกิดสภาวะความเครียด ความกดดันทั้งเด็กป่วยและพ่อแม่ผู้ปกครอง การใช้ชีวิตระหว่างการรักษาจึงมีบ้านกับโรงพยาบาลเท่านั้นที่แวะเวียนไปอย่างต่อเนื่อง โรงเรียน สนามเด็กเล่น ที่ที่เด็กควรอยู่เพื่อการเรียนรู้ พบปะสังสรรค์ พัฒนาด้านร่างกายและจิตใจนั้นจึงถูกลดบทบาทลงมามุ่งในการรักษาเป็นหลัก

ดังนั้นกิจกรรมพาเด็กป่วยและครอบครัวเที่ยวชม Bangkok Sealife Ocean World ที่เด็ก ๆ จะได้พบกับสัตว์น้ำใต้ทะเลมากกว่า 6,000 ตัวเสมือนการท่องอยู่ใต้ทะเลลึก เป็นกิจกรรมที่จะช่วยบำบัดความทุกข์และเติมความสุขให้มีพลัง กำลังใจ ในการใช้ชีวิต พี่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้กล่าวว่า

“ การพาเด็กไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ เป็นการรักษาจิตใจเด็ก ความเจ็บป่วยทางกายก็มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนเราเหมือนกัน เวลาเราป่วย เราก็รู้ว่ามันไม่มีความสุข เด็ก ๆ ก็เช่นกัน แต่พอได้รับความสุขทางจิตใจ มันก็เหมือนยาเยียวยาจิตใจ สภาพร่างกายที่มันอ่อนแอมันก็ดีขึ้น”

“ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเด็กป่วย แต่ตัวเองก็ยังมีความสุขได้ เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้มีความสุขในแต่ละวันที่เค้ายังมีชีวิต อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีกำลังใจ โดยการมอบความสุขให้กับเด็กๆ”

IMG-9426

การมาเที่ยว Bangkok sealife ocean world เหมือนเป็นความฝันอีกอย่างหนึ่งที่เด็กหลาย ๆ คน เคยวาดฝันและจินตนาการเอาไว้ ภาพบรรยากาศแห่งความสุขได้ถูกบรรจุและรวบรวมไว้ในความทรงจำที่ดีของเด็กป่วย ตามคำบอกเล่าจากผู้ปกครองว่า “ดีใจ และตื่นเต้นมาก ๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเค้าที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวในสถานที่ดี ๆ แบบนี้ เด็ก ๆ เค้ามีความสุขมาก ดีใจที่น้องเค้าได้มาเห็นของจริง จากเมื่อก่อนได้ดูแค่ในทีวี”

IMG-9424

“ป่วยแต่ก็สามารถมีความสุขได้” ความสุขของเด็กป่วย ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่สภาพร่างกาย เด็กป่วยยังคงมีความเป็นเด็ก ต้องการที่จะเรียนรู้ และสนใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว การที่ได้ออกไปเที่ยวกับครอบครัวเป็นการเพิ่มความทรงจำที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะเวลา ณ ขณะนั้น เป็นการหยุดความเจ็บปวดทางร่างกายไว้ และใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติทั่วไป เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่เกิดขึ้นระหว่างคนในครอบครัว จึงเป็นสัญญาณที่ย้ำเตือนว่า “ถึงกายป่วย ถ้าใจยังเข้มแข็ง เราก็สามารถมีความสุขได้”

IMG-9428

เรื่องโดย : นางสาวภัทราภรณ์ พุ่มพวงเกียรติ
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

หมอฟัน(อาสา)มีสุข

28309893_10155909969657110_940364433_o

ทันทีที่โครงการโรงพยาบาลมีสุข เปิดรับสมัคร “อาสามีสุข” เพื่อเป็นอาสาสมัครประจำโรงพยาบาล กำหนดให้อาสาทำกิจกรรมลดทุกข์ สร้างสุขให้เด็กป่วยอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งวัน ต่อเนื่องนาน 2 เดือน ทันตแพทย์หญิงสุพัฒตรา โต๊ะชูดี ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลธนบุรี 2 หรือที่เด็กๆ ชอบเรียกกันว่า “พี่อ๊อด” ก็ลงชื่อสมัครเข้าร่วมโครงการทันที โดยเป็นอาสามีสุขประจำโรงพยาบาลราชวิถี และใช้เวลาทุกวันพุธ ซึ่งตรงกับวันหยุดของเธอในการทำกิจกรรมร่วมกับเด็กป่วย

แม้เวลาจะเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง ต่ออาชีพหมอฟันของเธอ ที่วันทั้งวันหมดไปกับการรักษาฟันของผู้คนจำนวนมาก และทั้งที่ชีวิตปกติของตนเองก็ต้องทำงานในโรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่เธอเล่าแรงบันดาลใจที่ทำให้ยอมสละเวลาหนึ่งวันสำหรับทำงานอาสาสมัครดูแลเด็กป่วยว่า ครั้งหนึ่งมีเด็กป่วยมาเป็นคนไข้ของเธอ ระหว่างทำฟันได้มีโอกาสให้กำลังใจทั้งตัวเด็กและญาติ ทำให้รู้สึกว่าตนเองเหมือนเป็นจุดเชื่อมต่อการเป็นกำลังใจของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นเมื่อโครงการนี้เปิดรับเธอจึงสนใจ

“เด็กป่วยบางคน อายุแค่ 5-6 ขวบ ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดแล้ว เราเจอพ่อแม่เขา เรารู้สึกว่า เขาก็ต้องสู้นะ ส่วนเราก็เป็นจุดเล็กๆ ที่พอจะช่วยได้ ในทำนองนี้ โอเค เราอาจจะทำแค่ฟันเด็ก แต่หน้าที่ตรงนั้นมันไม่ได้มานั่งเล่นกับเด็กแบบนี้ เราเห็นเด็กยิ้ม มีความสุขขึ้น ถึงเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี” เสียงบอกเล่าพร้อมกับรอยยิ้มของทันตแพทย์หัวใจอาสา…

เธอว่าการเป็นอาสาดูแลเด็กป่วย ทำให้พบกับความสุขดีที่ได้ทำ ไม่เพียงเฉพาะกับเด็ก แต่กับพ่อแม่เด็กป่วย การได้คุย ได้ให้กำลังใจ แม้ไม่มาก แต่แค่ได้เห็นรอยยิ้ม ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าการสละเวลาวันหยุดมาเป็นอาสานั้นช่างคุ้มค่า  “เห็นเขายิ้มได้ในช่วงเวลาที่เค้ายังต้องแบกภาระของลูกที่ป่วยอย่างนี้ เราว่ามันก็คุ้มที่จะทำ”

เธอยอมรับว่าช่วงแรกของการเข้ามาทำงานอาสามีสุขต้องบังคับตนเองให้มาลองทำดู แอบคิดในใจว่าจะเหนื่อยหรือเปล่า เพราะเราทำงานมาทั้งสัปดาห์ หยุดเฉพาะวันพุธ แต่พอได้ลองมาแล้วกลับรู้สึกว่าไม่ได้บังคับตัวเองให้มา เราอยู่ตรงนี้ เรามีความสุข ถึงระหว่างทางจะมีปัญหาเรื่องงาน หรือเรื่องอะไรก็ตาม ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า จะต้องปรับตัว เพราะเราตั้งใจจะเป็นอาสาสมัครแล้ว ต่อให้ไม่มีงานตรงหน้า ก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด สุดท้ายกลายเป็นว่าการเป็นอาสาสมัคร ทำให้เราเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการทำงาน” นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากได้มาทำงานจิตอาสา

เธอเล่าว่า “รอยยิ้ม” คือความประทับใจที่ได้จากการเป็นอาสาสมัคร “มีทั้งตอนได้ถ่ายรูปน้องที่ป่วย น้องนั่งหงอยๆ ซึมๆ พอเรามาเล่นด้วยน้องก็ดูสดชื่นขึ้น หรือตอนที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานวันเด็กที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เด็กในวอร์ด มีสายน้ำเกลือห้อยโยงเต็มแขน ก็ลงมาดูกิจกรรม แต่ด้วยสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยจึงได้แค่ยืนดู พี่อาสาสมัครจึงจับมือเด็กเต้น เขาดูดีใจมาก ดูตื่นเต้น คิดว่าเด็กคงรู้สึกว่า ตัวเองป่วยอยู่เล่นสนุกแบบนั้นไม่ได้ แต่การทำกิจกรรม ทำให้เด็กก็มีโอกาสได้ทำ ความสุขจึงส่งผ่านออกมาทางสีหน้าของเขา ความประทับใจที่เราเห็นมากที่สุดก็คือ รอยยิ้มเด็กป่วย”

“คนอาจมองว่าอาสาสมัครในโรงพยาบาลเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าเราไม่มีความสามารถอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข เราจะทำอะไรไม่ได้ แต่ที่จริงคือ งานอาสาสมัครมันกว้างกว่าที่เราคิด อาสาสมัครในโรงพยาบาล นอกจากการให้กำลังใจผู้ป่วย ยังมีงานอีกหลายส่วน อาจจะช่วยโรงพยาบาลในส่วนต่างๆ แล้วแต่ทางเจ้าหน้าที่เค้าจะมอบหมายให้ ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะออกมาทำงานอาสาสมัคร”

เรื่องโดย
นางสาวภัทราภรณ์ พุ่มพวงเกียรติ
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บันทึกของฉัน “อาสาบรรเทาป่วย”

 

27605729_10155853779667110_1514986565_o

“ทุกคนต่างต้องการกำลังใจ”

นี่คือประโยคที่ผุดขึ้นมาในสมองของฉัน เมื่อเห็นภาพหนูน้อยนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล ซึ่งถูกโยงใยด้วยสายน้ำเกลือและสายยางที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารให้กับผู้ป่วย ภาพที่อยู่เบื้องหน้าเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ตรึงอิสรภาพของเด็กๆเอาไว้ ดวงตาเว้าวอนคู่นั้นได้มองมาทางฉัน ประหนึ่งต้องการบอกว่า “เราอยากหายป่วย เราอยากกลับบ้าน เราอยากไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ”

รอยยิ้มปนเสียงหัวเราะของเด็กๆ เกิดขึ้นท่ามกลางระหว่างฉันและอาสาสมัครของโครงการโรงพยาบาลมีสุขคนอื่นๆ การที่มีพี่อาสาสมัครเข้ามาเป็นเพื่อนเล่น ชวนพูดคุย เด็กจะรู้สึกไม่โดดเดี่ยวและมีกำลังใจ ลดความเครียดที่ก่อตัวขึ้นหลังได้รับการรักษา บางครั้งก็ทำให้ลืมความเจ็บปวดจากโรคที่เกิดขึ้น ณ ขณะหนึ่งได้

การทำงานอาสาสมัครทำให้ฉันรู้ว่า คุณสมบัติประการแรกที่ต้องมี คือ “มีใจ” ที่พร้อมในการดูแล เข้าใจ และเข้าถึงความเป็นธรรมชาติของเด็กว่าอาจมีนิสัย ดื้อ ซน ตามวัย เราในฐานะพี่ จะต้องใช้เหตุผล บอก สอน ให้แยกแยะ สิ่งดี ไม่ดี ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อ่อนโยน

ขออนุญาตบอกเล่า สำหรับใครที่สนใจเป็นอาสาสมัคร เป็นเพื่อนเล่นกับเด็กป่วยแบบฉันว่า มีสิ่งสำคัญที่พวกเราต้องคำนึงถึงคือ 1. ห้ามถ่ายรูปเด็กไปโพสต์ลงสื่อออนไลน์ก่อนได้รับอนุญาต เพราะอาจเป็นการละเมิดสิทธิเด็กป่วยที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้ 2. เมื่อมีอาการเจ็บป่วยควรงดทำกิจกรรมกับเด็ก เพื่อป้องกันเด็กได้รับเชื้อโรคจากพี่อาสาสมัคร 3. ระวังเรื่องการสัญญากับเด็ก หากสัญญากับน้องแล้ว ควร ทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด 4. ห้ามพี่อาสาสมัครนำ ขนม และอาหารทุกชนิดให้เด็กทาน ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 5. พี่อาสาสมัครควรล้างมือ ก่อนและหลังการทำกิจกรรมทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อโรค

กิจกรรมต่างๆของโครงการ อาสาสมัครมีส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการทำงานให้ผ่านไปได้ ด้วยพลังจิตอาสา พลังของผู้ให้ จะเป็นแรงกระตุ้นความสุขส่งผ่านไปยังเด็กป่วย เมื่อเด็กได้รับพลังด้านบวก เด็กก็มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

ในฐานะที่ฉันเป็นส่วนหนึ่งของอาสาสมัคร ผลลัพธ์จากการทำงานนั้น ช่วยชี้ทาง และขัดเกลาให้ฉันเข้าถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น ช่วยกระตุ้นจิตสำนึกของผู้ให้ แบ่งเบาความทุกข์จากผู้ป่วย ถึงแม้ว่าจะช่วยแบ่งเบาความเจ็บป่วยทางกายไม่ได้ แต่ก็สามารถเป็นเพื่อนทางใจให้กับเขาได้ รอยยิ้มที่เปื้อนหน้าของเด็กๆ ที่เสมือนไร้ความทรมานทางกาย ทำให้ฉันอยากทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครบรรเทาป่วยเช่นนี้เรื่อยไป

นางสาวภัทราภรณ์ พุ่มพวงเกียรติ
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

กิจกรรมสร้างสุข สุขที่สร้างได้ในพื้นที่โรงพยาบาล

การนำกิจกรรมเข้ามาเป็นตัวกลางในการสร้างความสุข ลดความทุกข์ ควรจะเป็นกิจกรรมที่ง่าย ๆ สร้างความสุขได้ทันที ไม่มีความซับซ้อน และควรเป็นกิจกรรมที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด สร้างการมีส่วนร่วมของเด็กป่วยโดยไม่แบ่งเพศให้เด็กได้มีโอกาสสร้างสัมพันธ์ฉันเพื่อนในพื้นที่โรงพยาบาลซึ่งกิจกรรมสร้างสุขในพื้นที่โรงพยาบาลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังนี้

กิจกรรมศิลปะบำบัด เมื่อกล่าวถึงศิลปะแล้วนั้น เป็นกิจกรรมที่สามารถเข้าได้กับทุกกลุ่มทุกวัยโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เพราะศิลปะทำให้ผ่อนคลาย สร้างความเพลิดเพลิน ช่วยขัดเกลาให้จิตใจอ่อนโยน รวมทั้งได้ฝึกสมาธิในการทำกิจกรรมหรือสิ่งต่างๆได้มากขึ้น เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ และเสริมสร้างทักษะทางด้านความคิดและยังช่วยให้ลืมความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายไปชั่วขณะหนึ่งได้ ซึ่งตัวอย่างกิจกรรมศิลปะ เช่น วาดภาพ ระบายสีภาพ การพิมพ์ภาพ การเพ้นท์ภาพบนผ้าดิบ เป็นต้น สีที่ใช้ เช่น สีน้ำ สีไม้ สีเทียน สีชอล์ก เป็นต้น

กิจกรรมดนตรีบำบัด ดนตรีบำบัดเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุนทรี ความเพลิดเพลิน ร่าเริง เบิกบาน และเสียงของดนตรีสามารถเข้าไปแตะถึงจิตวิญญาณของผู้ป่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายภาวะเครียด เศร้าโศกได้ ตัวอย่างเช่น ร้องเพลง, เล่นดนตรี, การฟังเพลง, ร้องเพลงคาราโอเกะ, นิทานเพลง, ซีดีเพลงเด็กเสริมทักษะ เป็นต้น ทั้งนี้กิจกรรมนอกจากแสดงให้ผู้ป่วยรับชมและรับฟังแล้ว ยังสามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้ป่วยเด็กได้ เช่น สอนให้รู้จักเครื่องดนตรีแต่ละชนิด, สอนร้องเพลง, สอนเล่นตรี เป็นต้น

กิจกรรมสื่อมีเดียเป็นเครื่องมือของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในกิจกรรมสร้างสุขได้ดีเช่นกัน กล่าวคือ สื่อมีเดียจำพวกหนังการ์ตูน, สารคดีต่าง ๆ, สื่อการเรียนการสอน, หนังตลก เป็นต้นซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา สร้างจินตาการและกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ นอกห้องเรียน ผ่านสื่อมีเดียเหล่านั้นได้

IMG-8748

กิจกรรมงานประดิษฐ์อีกกิจกรรมหนึ่งที่ฝึกให้ผู้ป่วยมีสมาธิจดจ่อต่อชิ้นงานที่ตนเองทำ เป็นกิจกรรมที่ดีสามารถลดความเครียดลงได้ รวมถึงส่งเสริมพัฒนาการทางด้านความคิด นอกจากนี้ทำให้ผู้ป่วยได้เห็นคุณค่าของตนเองและชิ้นงานมีผลต่อจิตใจอย่างน้อยยามที่เจ็บป่วยยังพอได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ และต่อยอดได้ ซึ่งกิจกรรมประดิษฐ์สำหรับผู้ป่วย เช่น กล่องทิชชู่, หุ่นนิ้ว, ต่อด้ามดินสอ, กระถางต้นไม้, มงกุฎหัวใจ, เกลือสีในแก้ว, เทียนหอม, การ์ดอวยพร เป็นต้น

กิจกรรมเพื่อนเล่นเพิ่มพลัง สร้างสุข การเล่นช่วยพัฒนาร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้ป่วยเด็ก การที่เด็กต้องมาอยู่ รพ.ทำให้ขาดเพื่อน ไม่สามารถออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านได้กับเพื่อน ๆ การสร้างกิจกรรมเป็นเพื่อนเล่นกับผู้ป่วยเด็กจะช่วยทดแทนความรู้สูกของการขาดเพื่อนและอยู่ในภาวะที่ไม่คุ้นชินของเด็กป่วยได้ ซึ่งกิจกรรมเพื่อนเล่นทำให้รับรู้ความในใจของผู้ป่วยเด็กได้ผ่านการเล่น เช่น เล่นตัวต่อ, เล่นเกมเศรษฐี, เล่นตุ๊กตา, เล่นหุ่นมือ, ปั้นดินน้ำมัน เป็นต้น สิ่งที่ควรคำนึงในกิจกรรมนี้คือ ผู้ป่วยเด็กต้องเป็นคนนำเล่นและเล่นตามเพราะจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยสนุกและเกิดกาารผ่อนคลายจากอาการเจ็บป่วยลงได้

กิจกรรมสื่อส่งเสริมทักษะและพัฒนาการเนื่องด้วยผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยแล้วทำให้ต้องขาดเรียน การเรียนจึงชะงักลง แต่เด็กบางคนยังมีความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อให้ทันเพื่อน ๆ หรือเด็กบางคนไม่ได้เรียนหนังสือเพราะป่วยตั้งแต่เด็ก ดังนั้นกิจกรรมสื่อส่งเสริมทักษะและพัฒนาการ จึงเข้ามาช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ทบทวนบทเรียน, อ่านหนังสือ, การเรียนท่อง ก.ไก่, ศัพท์ภาษาอังกฤษ์, เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียน เป็นต้น ทักษะเล่านี้จะช่วยให้เด็กได้เรียนหนังสือแม้จะอยู่ในโรงพยาบาล

IMG-8749

กิจกรรมแต่ละประเภทมีความเหมาะสมในแต่ละกลุ่มเป้าหมายเด็กป่วยในโรงพยาบาล ฉะนั้นการทำกิจกรรมสร้างสุขต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัย เป็นกิจกรรมที่ง่ายไม่ซับซ้อนและสิ่งสำคัญต้องสร้างความสุข ความผ่อนคลาย แก่ผู้ป่วยเด็ก

ซุปเปอร์ฮีโร่ กับ บทบาทอาสาสมัคร

คริวอีเวนส์ และ คริส แพรตต์ นักแสดงที่ได้สวมบทบาทเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ที่โด่งดังอย่าง star-lord และ Captain America เป็นที่ชื่นชอบของคนไปทั่วโลกโดยเฉพาะเด็ก ๆ ความสนุกได้เกิดขึ้นเมื่อคริส อีแวนส์ และ คริส แพรตต์ ได้พนันในการแข่งขัน Superbowl เอาไว้ว่า ถ้าทีม Patriots ซึ่งเป็นทีมโปรดของอีแวนส์ชนะ แพรตต์จะต้องไปโรงพยาบาลเด็กในบอสตัน และจะต้องแต่งตัวเป็น star-lord แต่ถ้าทีม Seatle Sea Hawks ชนะ อีแวนส์จะต้องไปโรงพยาบาลเด็กที่ซีเเอตเทิล และจะต้องเเต่งตัวเป็น Captain America

แน่นอนว่าทีมของอีแวนส์เป็นผู้ชนะ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ทั้งคู่จะต้องไปสร้างความสุขสนุกสนานให้กับเด็กๆ ในโรงพยาบาล โดยมีเงื่อนไขคือจะต้องแต่งตัวเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ดังนั้นอีแวนส์เลยไปโชว์ตัวที่โรงพยาบาลเด็กซีแอตเทิลในชุด Captain America แพรตต์เองก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย แม้ว่าเขาจะไม่ต้องแต่งตัวเป็น star-lord ก็ตาม โรงพยาบาลเด็กซีแอตเทิลกล่าวว่า การได้เจอ Captain America และ Star-lord เป็นประสบการณ์ที่เด็กป่วยยังคงจำได้เสมอ เด็กๆ ตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เจอซุปเปอร์ฮีโร่

550560_630x354

กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมีช่วยล่อเลี้ยงความสุขที่อยู่ช่วงภาวะที่ทุกข์จากความเจ็บป่วย ในประเทศไทยเราก็เช่นกันเคยมีคุณหมอที่ รพ.ศิริราช ได้แต่งตัวเป็นสไปเดอร์แมนเพื่อให้กำลังใจเด็กป่วย และกลุ่มคอสเพลย์สตาร์วอร์ ก็ได้เข้ามาสร้างความสุขให้กับเด็กป่วยในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รพ.รามาธิบดีร่วมกับโครงการ รพ.มีสุข


ทำให้วันนั้นเป็นวันพิเศษสำหรับเด็กป่วยไปเลยทีเดียว เหมือนอยู่โลกแห่งความฝันแต่นี่มันคือความจริง ที่ได้เจอกับเหล่าบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่ที่ชื่นชอบ

12513969_1070331656350186_8061184859253388623_o

เหล่าบรรดานักแสดงและกลุ่มคอสเพลย์เหล่านี้ ล้วนทำงานในบทบาทที่เรียกว่า “อาสาสมัคร” มาทำด้วยความสมัครใจ หวังเพื่อว่าสิ่งที่ตนเองมี ทักษะที่ตนเองถนัดจะช่วยให้เกิดประโยชน์และเกิดความสุขต่อคนอื่น ๆ ในสังคม ฉะนั้นแล้วเชื่อว่าทุกคนมีความถนัดและความสามารถขึ้นอยู่ว่าจะลงมือทำมันเมื่อไหร่ หากยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรอยากเชิญชวนให้มาลงมือทำไปกับพวกเรา “อาสาสมัครสร้างสุข” สุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ในพื้นที่โรงพยาบาล

เพิ่มความสุข ลดความทุกข์
เด็กป่วย ญาติ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ในพื้นที่โรงพยาบาล

แปล :กัญญาภัค ลิ้มฉุ้นเร้ง
เรียบเรียง : กรวิกา ก้อนแก้ว

ที่มาข่าว : https://www.huffingtonpost.com

วันเด็ก(ป่วย)

26828919_1999235643684463_1237852398_o

ประเทศไทยเริ่มมีวันเด็กมาตั้งแต่ พ.ศ. 2498

ก่อนหน้านั้น เราจัดวันเด็กกันทุกวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นทุกวันที่ 2 ของเดือนมกราคม เมื่อ พ.ศ.2508

นัยหนึ่งเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของเด็กเป็นอันดับแรก เมื่อปีใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมา วันเด็ก กลายเป็นวันที่เด็กๆ ทุกคนเฝ้ารอ

รอที่จะได้ของขวัญ…รอที่จะไปงานวันเด็ก

รอที่จะได้ใส่ชุดใหม่ไปเที่ยวกับครอบครัว…

โครงการโรงพยาบาลมีสุข ก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน

คงจะมีเด็กๆ เฝ้ารอวันพิเศษวันนี้…

ไม่เว้นแม้แต่ “เด็กป่วยในโรงพยาบาล”

ทุกๆ ปี โครงการจึงหอบเอาของขวัญกองโต ที่ได้รับบริจาคมาจากพวกคุณนั่นแหละ ส่งตรงถึงเตียงเด็กป่วย

แม้จะไม่ได้ไปร่วมงานวันเด็ก แม้จะไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แม้ชุดที่ใส่ยังคงเป็นชุดในโรงพยาบาล

แต่อย่างน้อย เด็กๆ จะมีขนม มีของขวัญ ของเล่นชิ้นใหม่ ที่ได้เลือกเองกับมือ โดยมีพี่ๆ เหล่าอาสาสร้างสุข ยกขบวนกันไปสร้างรอยยิ้มให้เปื้อนหน้าทั้งเด็กป่วย คุณพ่อคุณแม่ คุณหมอ และพี่ๆ พยาบาล

ตลอดสัปดาห์นี้ เราแวะเวียนไป  โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลภูมิพลอดุยเดช สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และภาพที่คุณเห็นนี้ เป็นภาพบรรยากาศจากการไปเยี่ยมเด็กๆ ที่ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ ชลประทาน

น้องแม็ค (นามสมมุติ) เข้ามารับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ ชลประทาน เพราะติดเชื้อจากการกินไข่ไก่ พ่อกับแม่ของน้องบอกว่า น้องเพิ่งจะร้องไห้ และหลับไปก่อนพี่ๆ อาสาสร้างสุขเข้ามาได้ไม่นาน

น้องแม็คเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเด็กป่วยในโรงพยาบาลที่มีอยู่ทั่วประเทศ ที่ไม่ได้ไปร่วมงานวันเด็กปีนี้

หวังว่า เมื่อหนูลืมตาตื่นขึ้น หนูจะยิ้มให้ตุ๊กตาหมี และของเล่นที่พี่ๆ อาสาสร้างสุขวางไว้ให้

หวังมากไปกว่านั้น คือหวังให้มีอาสาสร้างสุข เกิดขึ้นทุกโรงพยาบาล เข้าไปสร้างความสุข เพื่อลดความทุกข์ให้แก่เด็กป่วย ญาติ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเกิดโดยมูลนิธิกระจกเงา หรือไม่ก็ตาม เพื่อให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโรงพยาบาลมากกว่ามิติด้านการรักษา สร้างกลไกรักษาแบบองค์รวมโดยสังคมมีส่วนร่วมได้

อาสาสมัครสร้างสุข และโครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา ขอส่งกำลังใจให้เด็กป่วยทุกคนแข็งแรงในเร็ววัน

แด่ดาวดวงน้อย ที่ไม่ได้ไปร่วมงานวันเด็ก

สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลง
มูลนิธิกระจกเงา

เครดิตภาพ: ชิติสรรค์ เลิศลักขณากุล
หมายเหตุ: ได้รับอนุญาตเผยแพร่ภาพจากศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิขุ ชลประทาน

สิ่งที่ควรคำนึงสำหรับกิจกรรมอาสาสมัครในพื้นที่โรงพยาบาล

กิจกรรมสร้างสุขเป็นการรุกคืบเข้าไปสู่พื้นที่ของความทุกข์ภายในจิตใจของผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ด้วย หากเปรียบโลกของความสุขคือสีชมพู ความทุกข์คือสีดำ มันก็ดูเป็นอะไรที่ซ้ายสุด กับขวาสุดอย่างชัดเจนเกินไปทำไมเราถึงไม่สร้างพื้นที่ของสีชมพูให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้พื้นที่ของสีดำ กลายเป็นสีเทา และกลายเป็นสีชมพูในที่สุด โดยใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มเป้าหมายกับความสุขซึ่งอาจก่อให้เกิดประโยชน์ทางบวกและลบได้ด้วยความไม่สอดคล้อง ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงสำหรับการทำกิจกรรมสร้างสุขที่สำคัญ ได้แก่

ความเจ็บป่วยของโรคภัยการทราบความเจ็บป่วยเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นนั้น ทำให้สามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องต่อความเจ็บป่วย ข้อจำกัด และข้อควรระวังสำหรับอาการป่วย ความเหมาะสมของกิจกรรมจะส่งผลให้ผู้ป่วยผ่อนคลายรับรู้ได้ถึงความใส่ใจและความปรารถนาดี

เพศและวัยเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญในการทำกิจกรรมหากกิจกรรมไม่สอดคล้องอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องของความสุขผู้ป่วยได้ดีนัก เช่น การวาดภาพระบายสีเหมาะกับเด็ก ก็จริงหากว่าผู้ป่วยที่เป็นเด็กโตอาจไม่ได้มีความรู้สึกชอบ หรือการเล่านิทานให้สอดคล้องกับเพศ ช่วงวัยสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นได้

ความจำเจของกิจกรรมการทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลต่อผู้ป่วยคือความจำเจ เบื่อหน่าย ขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีความกระตือรือร้น ถึงแม้ว่ามีกิจกรรมทำแต่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจ ดั้งนั้นในการทำกิจกรรมต้องมีทีมที่เข้ามาพัฒนากิจกรรมอย่างจริงจังและมีความลึกซึ้งในเนื้อหาของกิจกรรมที่ผลิตความสุขต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง

IMG-7434

ความหลากหลายของกิจกรรมความหลากหลายของกิจกรรมนั้นดีแต่หากกิจกรรมที่หลากหลายดำเนินการในครั้งเดียว มีผลต่อผู้ป่วย คือ ไม่จดจ่อ ขาดสมาธิ ทำให้การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยลดน้อยลง ในการทำกิจกรรมสร้างสุขแต่ละครั้งควรกำหนดกิจกรรมเพีบง 1-2 กิจกรรม โดยแต่ละกิจกรรมให้มีความลึกซึ้ง สร้างบรรยากาศและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยให้มีสีสันมีชีวิตชีวาปรับประยุกต์ให้เกิดสิ่งใหม่ เพื่อกิจกรรมนั้นเข้าถึงความสุขอย่างแท้จริง

ความหลากหลายด้านเทคโนโลยีว่าด้วยเรื่องของอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมทักษะและความรู้เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่น VCD (การดูหนัง การ์ตูน สารคดี) หรือฟังเพลงกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยบำบัดจากข้างในออกมาสู่ข้างนอกสัมผัส ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เงียบเหงา มีการเคลื่อนไหว ผ่านภาพและเสียง จากสิ่งที่รับรู้ 

IMG-7435

กิจกรรมสร้างสุขเป็นเพียงนำกิจกรรมมาเป็นตัวกลางซึ่งเรียกว่าเครื่องมือเชื่อมระหว่างอาสาสมัครผู้ป่วย ผู้ปกครอง ญาติ ร่วมทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและถ่ายทอดให้มีการเคลื่อนไหวของความสุขให้เกิดภาวะการลดความทุกข์ ถ่ายเทความเครียด ซึ่งกิจกรรมต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และเข้าไปถึงรากของความสุข

เรียบเรียง : กรวิกา ก้อนแก้ว