การอ่าน คือเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา” หลายเล่มโปรด หลากปัญญา จาก 5 นักการเมืองไทย

“การอ่าน คือเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา” ยังคงเป็นเรื่องจริงที่น่าอัศจรรย์ ยิ่งได้อ่านหนังสือดีมากเท่าไหร่ ปัญญาที่ดีก็ย่อมชูช่อเบ่งบานมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเมื่ออยากมีปัญญาที่ดี ก็ต้องเลือกหนังสือที่ดีมาอ่าน ซึ่ง
“หนังสือที่ดี” นั้นไม่ได้หมายถึง “หนังสือที่เขียนด้วยถ้อยคำดี ๆ ภาษาสวยงาม” หากแต่เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทำให้เราได้ข้อคิด เกิดมุมมองใหม่ ๆ สะท้อนปัญหาและก่อให้เกิดปัญญาที่จะนำไปใช้กับชีวิตได้จริง การ “เลือกหนังสือ” จึงไม่ต่างจากการ “เลือกคบคน” บางเล่มอ่านแล้วตกหลุมรักทันที บางเล่มอ่านตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังไม่มีมุมไหนที่ทำให้ประทับใจได้เลยแม้แต่น้อย บางเล่มอ่านไม่ทันจบก็ไม่อยากอ่านต่อแล้ว บางเล่มต้องใช้เวลาอ่านทวนอยู่หลายรอบกว่าจะเข้าใจและชอบพอ ฯล แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในหนังสือดี ๆ หนึ่งเล่ม ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดปัญญาที่ดีและแนวคิดที่เหมาะสมต่อชีวิตตนมากกว่า 1 อย่าง เหมือนกับหนังสือเล่มโปรดของ 5 นักการเมืองจากทั้ง 5 พรรค ที่พวกเขายกให้เป็นหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนความคิดและสร้างคุณค่าให้กับชีวิตกันเลยทีเดียว และนี่คือข้อดีที่พวกเขาได้รับจากหนังสือเล่มโปรดเหล่านั้น

พริษฐ์ วัชรสินธุ (ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์)
เล่มโปรด : ทฤษฎีความยุติธรรม (A Theory of Justice)
ผู้เขียน : จอห์น รอลส์ (John Rawls))/ ประเภท : ทฤษฎีปรัชญาเศรษฐศาสตร์

“หนังสือเปลี่ยนชีวิต, ‘จอห์น รอลส์’ เปลี่ยนความคิด”

“มีหนังสือหลายเล่มที่เปลี่ยนชีวิตผม ตอนเด็ก ๆ ชอบอ่านนิยาย แต่โตมาชอบอ่านแนวเศรษฐศาสตร์ สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ ผมมีโอกาสอ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่มด้วยกัน มันเลยตอกย้ำสังคมที่ผมอยากสร้าง และหนังสือ “ทฤษฎีความยุติธรรม” (A Theory of Justice) ของ “จอห์น รอลส์” ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่ช่วยหล่อหลอมความคิดทางการเมืองของผม “รอลส์” เป็นนักปรัชญาที่มีความคิดเรื่อง “โลกที่ยุติธรรมเป็นอย่างไร” เขาเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ผมสนใจเรื่องการศึกษา เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้ผมคิดถึงคำว่า “ยุติธรรม” จริง ๆ นั้นมีความหมายอย่างไร ซึ่งก็ทำให้ผมได้คิดว่า “โลกที่เราออกแบบเองนั่นแหละคือโลกที่ยุติธรรมสำหรับเรา” การอ่านหนังสือช่วยสร้างมุมมองและไอเดียใหม่ ๆ ให้กับเรา ช่วยเปิดโลกอีกด้านที่เราอาจจะไม่เคยรู้ ก็อยากชวนให้ทุกคนหันมาอ่านหนังสือกันเยอะ ๆ นะครับ”

ภูวพัฒน์ ชนะกูล (ผู้สมัครส.ส.พรรคเสรีรวมไทย)
เล่มโปรด : Baki (ผู้แต่ง : เคสุเกะ อิตางากิ), โคโค สลัดจอมลุย (เรื่องและภาพ : ฮิเดยูกิ โยเนฮาระ), แฮรี่ พอตเตอร์ (ผู้เขียน : เจ.เค. โรว์ลิง)/ ประเภท : การ์ตูน, แฟนตาซี

“หนังสือ คือเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ดีของชีวิต”

“ในชีวิตของคนทุกคนมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ ต้องรับผิดชอบมากมาย และแน่นอนว่าหลายครั้งเราเครียดและเหนื่อยล้ากับสิ่งที่ต้องเผชิญเหล่านั้น หนังสือจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผมผ่อนคลายได้ เป็นเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ดีอย่างหนึ่งของชีวิต แนวที่ผมชอบก็เลยจะต้องอ่านแล้วสนุก ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งก็จะเป็นหนังสือการ์ตูนหรือแนวแฟนตาซีเป็นส่วนใหญ่ อย่างเรื่อง “บากิ, โคโค สลัดจอมลุย และแฮรี่ พอตเตอร์” เป็น 3 เรื่องที่ผมชอบมาก และอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองอ่านกัน นอกจากข้อดีที่ผมบอกข้างต้นแล้ว ยังได้เรื่องของจินตนาการอีกด้วย จินตนาการนี่แหละที่จะทำให้เราต่อยอดความคิดดี ๆ ได้หลากหลาย ก็อยากฝากให้ทุกคนอ่านหนังสือกันเยอะ ๆ นะครับ เราจะได้รับสิ่งดี ๆ จากโลกของอ่านหนังสืออย่างแน่นอน”

กัญจนา ศิลปอาชา (หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา)
เล่มโปรด : มรณสติ/ ประเภท : ธรรมะ

“หนังสือธรรมะ เปรียบดั่งพระธรรมนำทาง”
“หนังสือที่ชอบอ่านจะเป็นแนวธรรมะค่ะ เพราะอ่านแล้วทำให้เราเข้าใจความจริงแท้ของชีวิตมนุษย์และพ้นทุกข์ได้จริง แต่จะไม่ยึดติดว่าต้องเป็นของครูบาอาจารย์ท่านไหนนะคะ จะเลือกเล่มที่ถูกกับจริตของตัวเองมากกว่า ซึ่งก็จะชอบแนวที่ทำให้เรามีสติ และบ่มเพาะปัญญาของเราให้เกิดขึ้นได้เอง เหมือนอย่างหนังสือเรื่อง “มรณสติ” เป็นเล่มที่อ่านแล้วชอบมาก จะสอนเรื่องการเตรียมตัวก่อนตาย ซึ่งในทางพุทธศาสนาบอกไว้ว่า จิตสุดท้ายเป็นจิตสำคัญที่จะกำหนดชาติภพของเรา การมรณสติจะสอนให้เราไม่ประมาทในชีวิต เพราะเราจะตายเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ แต่การเตรียมตัวตายให้พร้อมด้วยจิตที่ผ่องใสก่อนตายนั้นสำคัญ หนังสือเล่มนี้เป็นบทความขนาดสั้นของครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่าน อาทิ ท่านพุทธทาสภิกขุ, หลวงปู่ช้าง กนฺตสาโร, สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้น เป็นอีกเล่มที่อยากแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ”

ณหทัย ทิวไผ่งาม (รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ)
เล่มโปรด : หลังรอยยิ้ม เรื่องเล่าพลิกฟื้นตัวตนและชุมชนชายแดนใต้ (โดย : เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และองค์กรภาคี)/ ประเภท : สารคดี

“ได้อ่านหนังสือ “หลังรอยยิ้มฯ” เมื่อครั้งได้ไปทำงานที่ภาคใต้ค่ะ ตอนนั้นนำโครงการสอนภาษาอังกฤษไปสอนเด็ก ๆ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อ่านแล้วรู้สึกชอบ เป็นบทบันทึกชีวิตและชะตากรรมของผู้ที่ได้รับผลกระจากสถานการณ์ชายแดนใต้ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรง ความเจ็บปวด และความสูญเสีย ขณะเดียวกันหนังสือเล่มนี้ก็ชวนเราตั้งคำถามและค้นหาความหมายของ ‘ความหวัง’ แม้วันนี้หลายคนพอจะยิ้มออกได้บ้าง แต่หลัง ‘รอยยิ้ม’ เหล่านั้นคือ ‘รอยช้ำ’ ของชีวิต และการต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไป เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ยังพูดถึงเรื่องธรรมะ พูดถึงชาวพุทธ ชาวมุสลิมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งหลายเรื่องสิ่งที่เราได้ยินมานั้นมันไม่ใช่ความจริง พอพูดถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้เราก็กลัวแล้ว น้อยคนที่อยากจะไป แต่จริง ๆ แล้วธรรมชาติของ 3 จังหวัดนี้มีความสดอยู่มาก ต้นไม้ ทะเล และมิตรภาพที่ดีของผู้คน วิถีชีวิตที่งดงาม ผู้คนเขียน ๆ ได้ดีมาก สามารถถ่ายทอดถ้อยคำออกมาได้ดี อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วย ก็อยากชวนทุกคนมาอ่านหนังสือเล่มนี้กันนะคะ เราจะได้เข้าใจพี่น้องที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น รวมถึงอยากชวนให้อ่านหนังสือกันเยอะ ๆ ค่ะ เพราะการอ่านเป็นการช่วยเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจให้เรามากขึ้นค่ะ”

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” (หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป)
เล่มโปรด : แก่นพุทธศาสน์ (รวบรวมปาฐกถาของพุทธทาสภิกขุ)/ ประเภท : ธรรมะ

“แก่นพุทธศาสน์ เป็นหนังสือที่ผมประทับใจมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้ผมคิดในคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมธรรมะของพระพุทธทาสภิกขุที่ได้ไปปาฐกถา ณ โรงพยาบาลศิริราชรวม 3 ครั้งระหว่าง พ.ศ. 2504 – 2505 และยังได้รับยกย่องให้เป็นหนังสือดีเด่นประจำปี พ.ศ.2508 จากองค์การยูเนสโกแห่งสหประชาาติ อีกทั้งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย “แก่นพุทธศาสน์” พูดถึงใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนาในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น “ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา หัวใจของพุทธศาสนา คือสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, ความว่าง ธรรมที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาส คือเรื่องสุญญตา, วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง การปฏิบัติเพื่อความว่างมี ๓ โอกาส…ปรกติ กระทบ จะดับจิต และยอดปรารถนาของมนุษย์ จิตวุ่นทำการงานเป็นทุกข์ จิตว่างทำการงานสนุกไปหมด..” ซึ่งก่อนที่ผมจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมได้เข้าใจในพระพุทธศาสนาอีกมิติหนึ่ง เป็นมิติของพิธีกรรม อาทิ การเข้าวัด สวดมนต์ สะเดาะเคราะห์ หรือทำบุญปล่อยนกปล่อยปลาอะไรต่าง ๆ แต่พอได้อ่าน “แก่นพระพุทธศาสน์” แล้วก็เข้าใจว่า จริง ๆ แล้วที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้นเป็นการสอนธรรมมะ สอนให้เรารู้เรื่องทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ สอนให้รู้วิธีดับทุกข์ ไปจนถึงหนทางแห่งการดับทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไปเจ็บปวดกับอดีตหรือกังวลกับอนาคต ซึ่งอ่านอย่างเดียวไม่ได้ประโยชน์ ต้องนำมาปฏิบัติด้วย ก็อยากให้ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันครับ”

“ปัญญา” เกิดได้จากการได้ยิน ได้ฟัง ได้คิด ได้วิเคราะห์และลงมือปฏิบัติ รวมถึงการได้ “อ่าน” ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ทำให้เกิดปัญญา และพัฒนาให้ปัญญานั้นงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป

Share Button

หนังสือในดวงใจ รถไม้..ของขวัญ ในวัยวันฉัน 8 ขวบ

หนังสือในดวงใจ รถไม้..ของขวัญ ในวัยวันฉัน 8 ขวบ

ย้อนกลับไปเมื่อตอนฉันอายุได้ 8 ขวบ และกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ณ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลาพักเที่ยงหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ฉันจะชวนเพื่อนไปห้องสมุดด้วยกัน หรือถ้าเพื่อนไม่อยากไป ฉันจะไปคนเดียว และทันทีที่ถอดรองเท้าหน้าห้องสมุด ฉันจะรีบวิ่งจี๋ไปที่ชั้นวางหนังสือนิทานแล้วหยิบ เรื่อง รถไม้..ของขวัญ มาเปิดอ่านในทันที ฉันอ่านมันซ้ำๆในทุกวันอย่างโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และที่สำคัญฉันจะจับจองนิทานเล่มนี้ไว้ในอ้อมอกหรือเก็บไว้ใกล้ตัว แม้ว่าจะกำลังอ่านนิทานเล่มอื่นๆอยู่ ฉันไม่อยากให้ใครเอานิทานเล่มนี้ไปครอบครอง..

และฉันก็ทำเช่นนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสไปที่ห้องสมุด ฉันชอบขวัญ เด็กชายที่มีความมุ่งมั่น สามารถประดิษฐ์ของเล่นจากเศษไม้จนเป็นรถไม้ที่ถีบได้จริง ตอนนั้นฉันอยากทำได้อย่างขวัญมากๆ อยากมีรถไม้เป็นของตัวเอง

เนื้อหาของนิทานเล่มนี้เล่าถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อขวัญ ขวัญเป็นเด็กวัด ฐานะทางบ้านยากจน ในทุกเช้าขวัญจะเดินตามหลวงพ่อออกบิณฑบาตร มีอยู่วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนขวัญเดินผ่านบ้านเด็กคนหนึ่งชื่อแก้ว ครอบครัวของแก้วมีฐานะร่ำรวย และขวัญเห็นแก้วกำลังขี่รถจักรยานยนตร์ไฟฟ้า ขวัญได้แต่เกาะรั้วเฝ้ามองแก้วและเพื่อนๆกำลังเล่นของเล่นที่มีทั้งรถจักรยานยนตร์ไฟฟ้า หุ่นยนตร์ รถบังคับวิทยุ แก้วกับเพื่อนๆเห็นขวัญเข้าก็เลยโวยวายต่อว่าและทำท่าทีรังเกียจและพากันดูถูกขวัญถึงขั้นบอกให้ไปกินดิน ขวัญได้ยินเช่นนั้นก็เดินร้องไห้เสียใจออกมาจากบ้านของแก้ว

ในคืนนั้นเองขวัญได้ฝันเห็นรถไม้ แม้ว่าความฝันนั้นจะไม่ชัดเจนนักแต่ขวัญก็จำภาพรถไม้ได้ดี จนตอนเช้าขวัญรีบเร่งจัดการร่างภาพรถไม้ในความฝันนั้น และมองหาเศษวัสดุเพื่อมาประกอบเป็นรถ ไม้ที่พอหาได้เป็นแผ่นไม้ที่ลอยมาตามน้ำเน่าที่สกปรก มีผู้ใหญ่บางคนเห็นความตั้งใจของขวัญ จึงเอาล้อหน้าของรถสามล้อเก่าๆของเด็กมาให้ ขวัญประกอบรถไม้เป็นรถสามล้อที่สามารถถีบได้จริง เขาตั้งใจทำจนสำเร็จ ผู้ใหญ่ต่างให้การยกย่องในความตั้งใจ เด็กคนอื่นๆที่ได้เห็นรถของขวัญต่างพากันชมว่าสวยงาม ถามไถ่ว่าไปเอามาจากไหน

ขวัญยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ขวัญถีบรถไม้ของตัวเองไปหาแก้วที่หน้าบ้าน แต่ครั้งนี้ขวัญไม่รู้สึกอิจฉาหรือน้อยใจแก้วอีก แก้วและเพื่อนๆเห็นขวัญกับรถไม้ก็อยากนั่งรถของขวัญทุกคน ขวัญให้ทุกคนลองนั่งตามสบายสุดท้ายแก้วคิดได้จึงเอารถมาแบ่งให้ขวัญได้เล่นบ้าง เด็กๆต่างแบ่งปันรถของตนเองให้แก่เพื่อน

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรามองความศักดิ์ศรีความมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ปลูกฝังลักษณะนิสัยการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น นี่ฉันมาคิดได้ตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ถ้าตอนนั้นถามว่าทำไมถึงชอบนักชอบหนากับนิทานเล่มนี้ อาจจะเป็นเพราะฉันเป็นเด็กช่างจินตนาการ ชอบประดิษฐ์ และขี้สงสาร จึงเอาใจช่วยและเชียร์ขวัญแบบออกหน้าออกตา ด้วยการหยิบนิทานของขวัญมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนอนสตอป

วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเดินเข้าไปในห้องสมุดแล้วพบหนังสือนิทานในดวงใจเล่มนี้ หัวใจฉันเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น ฉันบรรจงเปิดอ่านทีละหน้า ตามท่วงทำนองกลอนแปด ตั้งแต่หน้าแรกจนจบ คิดถึงตัวเองตอนป.2 ที่ยังไร้เดียงสา ภูมิใจในตัวเองเล็กๆว่านิทานเล่มเล็กๆนี้เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่หว่านทิ้งไว้แล้วมันงอกงามแตกราก เติบโต เป็นต้นกล้า แตกกิ่งก้านสาขาจนเป็นต้นไม้ใหญ่ จนฉันเป็นอ่านจนและอาศัยร่มเงาดอกผลของการอ่านกระทั่งเป็นนักเขียนกับเขาได้ในวันนี้.. เพราะว่าการอ่านเปรียบเสมือนต้นทุนวัตถุดิบชั้นดีของการเขียน ฉันเขียนได้เพราะฉันอ่าน และเพราะฉันอ่านหนังสือดีๆฉันจึงเขียนงานดีๆได้ ขอบคุณเพื่อนในวัยเยาว์ ผู้ปลุกปั้นความฝันและแรงบันดาลใจให้ฉัน มีนิสัยเช่นเด็กชายขวัญในนิทาน จนถึงวันนี้

ปล. เรื่องรถไม้ของขวัญ ผู้แต่ง อิทธิพล วาทะวัฒนะ เป็นหนังสือที่ชนะการประกวด 2 รางวัล ในประเภทบันเทิงคดีและสวยงาม จัดอยู่ในหมวดหมู่หนังสืออ่านเพิ่มเติมสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

Share Button

มือของผู้รับ..ไม่ได้อยู่ต่ำสุด..เสมอไป

มือของผู้รับ..ไม่ได้อยู่ต่ำสุด..เสมอไป

ก่อนฤดูฝนจะลาขาด พายุกรรโชกไม่รู้ที่มาที่ไป โหมลมจนปลายยอดต้นมะพร้าวไหว
แรงลมหอบหลังคาสังกะสีของบ้านให้ปลิดปลิวลอยไปตามลม ..
หนำซ้ำมันยังพัดพาตับหญ้าคานับสิบ ลอยหายไปต่อหน้าต่อตา
ชีวิตเมื่อยามปลายฝนต้นหนาว..ใครบางคนปรามาส
“ยังไม่ทันเอาชีวิตรอด ก็คิดช่วยเหลือคนอื่น มึงมันเตี้ยอุ้มค่อม”

เขารู้ดี..ยิ่งกว่าใครๆ..ชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยใครได้
เขาว่า..หากชีวิตค่อมๆที่รอการช่วยเหลือ ยื่นมือมา ไยมนุษย์ทุกข์ยากด้วยกันจะไม่เหลียวแล
แค่ค่อมหากยังพอยืนได้.. “ผมจะอุ้ม” เขาพูดแน่นหนัก

สำหรับตัวเขาเอง หลังได้รับการช่วยเหลือจากโครงการอาสามาเยี่ยม บ้านที่เคยว่างเปล่า
เริ่มมีข้าวของเครื่องใช้ ตู้เย็น ที่นอนหมอนมุ้ง ข้าวสาร และนมสำหรับเด็กๆ
และที่สุดของความปรารถนา “เห็ดนางฟ้าภูฎาน” คือคำตอบสุดท้ายของโจทย์ที่มีชื่อว่าความยากจน

ชีวิตก็เหมือนฤดูกาล ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำความฉุ่มชื่นของสายฝน ลมแล้งในฤดูหนาวก็ก้าวเข้ามาเตือนสติ
เขาตั้งใจถักหญ้าคาทีละเส้น หวังจะส่งต่อให้เพื่อนผู้ห่างไกลได้ใช้มันมุงเป็นหลังคาคุ้มแดดฝน
เขาอาจจะต้องเริ่มใหม่ เกี่ยวหญ้า นำมาตากแดด แล้วร้อยมันเข้ากับไม้ทีละเส้น จนกว่าจะเสร็จ

เพื่อนในยามทุกข์ยากคือยาอันวิเศษสุด..มันแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้ง..
เหมือนใครคนหนึ่งอาสามาปลดแอกบนหลังที่กำลังเมื่อยล้า
เสร็จเมื่อไหร่ไม่สำคัญ ..ความหมายของการได้รู้สึกเป็นผู้ให้..มันยิ่งใหญ่แต่เจียมเนื้อเจียมตัวนัก
คนพิการอย่างเขา เดินยังลำบาก ปากท้องยังอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง ลูกเมียยังมอมแมมยากเข็ญ
มีเพียงสองมือและหนึ่งสมอง.. ทันทีที่พอเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
เขารีบหยิบยื่นให้ผู้อื่นในทันที

“ขอให้เห็นว่าพรุ่งนี้ยังพอมีกินมีใช้” ไม่ต้องรอให้ร่ำรวยอะไร
เพราะความจนมันเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ไปตลอดชีวิต
ช่วยทั้งที่ยังจน..ทำอะไรได้ก็ทำ..ใช้แรงงานหยิบยื่นแบ่งปันกัน
พรุ่งนี้..หากบ้านอีกหลังมีหลังคาครบครัน บ้านเราค่อยถึงเวลาซ่อมแซม..

Share Button

วัน “เด็กเท่ากัน” วันเด็กกลางดอย ณ กระจกเงา เชียงราย

วัน “เด็กเท่ากัน” วันเด็กกลางดอย ณ กระจกเงา เชียงราย

ทันทีที่ลูกโป่งสีเหลืองสดใสกำลังร่วงลงกระทบพื้นดิน
เด็กชายวิ่งเอามือไปรองรับแล้วช้อนให้ลูกโป่งลอยขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง
พลางวิ่งวนหัวเราะร่า รอให้ลูกโป่งที่กำลังกระทบกับแสงแดดยามสายค่อยตกลงมาอีกครั้ง

ของเล่นชิ้นใหม่ในชีวิต ..ลูกโป่งของเล่นราคาสูงที่หาไม่ได้ง่ายในหมู่บ้าน
เขากอดลูกโป่งไว้แน่นราวของรักของหวง รถไฟจำลองคันเล็กในมือ
ที่ต้องก้มดูบ่อยครั้ง..ด้วยกลัวหล่นหาย

วันนี้มีเด็กกว่า 2,500 คนกำลังตื่นเต้นกับของขวัญในวันสำหรับเด็ก
เด็กชายตื่นเต้นนอนไม่หลับ รีบลุกจากที่นอนจูงมือแม่และน้อง
มาเข้าแถวลงทะเบียนตั้งแต่ตีห้าดวงอาทิตย์ยังไม่ออกทำงาน

ของเล่นกว่า 2,000 ชิ้นถูกรวบรวมมาจากทั่วประเทศ
ตุ๊กตา หนังสือนิทาน รถของเล่น อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และสีหลากหลายประเภท
ถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ตามหมายเลขไว้อย่างเป็นระเบียบ
ด้วยฝีมือของอาสาสมัครทั้งไทยและต่างชาติ
การเตรียมงานวันเด็กของมูลนิธิกระจกเงา จังหวัดเชียงราย
ต้องอาศัยระยะเวลาในการเตรียมงานอย่างน้อยสองเดือน
เพราะเรารู้ดีกว่า เด็กตั้งตาคอยวันนี้ อย่างใจจดใจจ่อแค่ไหน

เป็นพิเศษสำหรับปีนี้ไม่ใช่เพียงการระดมของเล่น
แต่ยังได้เห็นนำ้ใจของผู้คนที่หลั่งไหลกันช่วยบริจาคเงิน
เพื่อจัดเตรียมอาหารกลางวันสำหรับเด็กๆทุกคน
ไม่ใช่เพียงอิ่มใจแต่ต้องอิ่มท้องกลับบ้านอย่่างมีความสุขด้วย

ด้วยเชื่อว่าเด็กทุกคนเท่ากัน ไม่ว่าเขาจะเกิดที่ไหน เป็นใครและมีสัญชาติหรือไม่
เกือบทั้งหมดเป็นเด็กชาติพันธุ์ชนเผ่าที่เกิดและอาศัยอยู่ตามดอยภูเขาสูงสลับซับซ้อน

บางคนเดินทางล่วงหน้าสองสามวันกว่าจะมาถึงพื้นที่จัดงานวันเด็กในตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงราย
ของขวัญ ของเล่นบางชิ้น เป็นของเล่นชิ้นแรกในชีวิตของเด็กหลายคนที่นี่

สำหรับที่นี่วันเด็กไม่ได้มีเพียงเด็กที่มีความสุขสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น
พ่อแม่เด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สัมผัสหรือรู้จักวันเด็กก็เช่นกัน
วันเด็กจึงถือเป็นวันพิเศษที่ทำให้ครอบครัวได้มีโอกาสอยู่ร่วมกัน
ภายในงานมีการแสดงร่ายรำที่แสดงถึงวัฒนธรรมอันสวยงาม
ที่สื่อถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ไม่เพียงแค่เด็กไทยที่จะได้มีโอกาสในวันเด็ก
แต่เด็กเมื่อวันวานและเด็กในปัจจุบันทุกคนมีสิทธิรับความสุขของวันเด็กเท่ากันอย่างเท่าเทียม

Share Button

ขอขอบคุณ “ของขวัญ” ล้ำค่าที่มีชื่อว่า “ของบริจาค” จากใจ


ขอขอบคุณ “ของขวัญ” ล้ำค่าที่มีชื่อว่า “ของบริจาค” จากใจ

ตลอดปีที่ผ่านมา โครงการแบ่งปัน ได้รับของบริจาคจำนวนมากมายจากผู้คนที่สารทิศ
เช่นกันตลอดทั้งปี เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรวมทั้งนักศึกษาฝึกงาน ช่วยกันคัด แยก ของเพื่อจัดสรร
ไปสู่ทุกของบริจาตไปยังโครงการต่างๆของทางมูลนิธิ

“หนังสือทั้งเก่าและใหม่” ถูกส่งต่อไปยังโครงการอ่านสร้างชาติ เพื่อห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกลได้มีหนังสือดีๆให้เด็กได้อ่านและเรียนรู้

“เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง ผ้าห่ม ที่นอน หมอน มุ้ง ข้าวของสาธารณูปโภคต่างๆ” ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในบ้านที่ขาดแคลน ในโครงการอาสามาเยี่ยม เพื่อผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

“ของเล่นเสริมพัฒนาการ ตุ๊กตา เสื้อผ้าสำหรับเด็ก” ถูกกระจายไปยังโครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการอาสามาเยี่ยมและโรงเรียนไร่ส้ม โรงเรียนสำหรับเด็กไร้สัญชาติจังหวัดเชียงราย

“ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้ามือสองที่ยังมีสภาพดี” ถูกคัดแยกเข้าโครงการแบ่งปัน เพื่อพ่อค้าแม่ขายรายเล็กๆได้นำไปขายเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว

“คอมพิวเตอร์ แทปเลต โทรศัพท์มือถือมือสอง” ถูกนำมาซ่อมให้เป็นของใหม่ ในโครงการคอมเพื่อน้อง เพื่อกระจายความเจริญทางเทคโนโลยีไปยังเด็กๆที่อยู่ห่างไกล ในราคาย่อมเยาว์

ของบริจาคของทุกท่านจึงไม่ใช่เพียงของบริจาค แต่มันคือของขวัญสำหรับคนที่ต้องการและรอคอย
ปีใหม่ปีนี้ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก เสื้อผ้า และยารักษาโรคบางส่วน ถูกนำบรรจุลงกล่องห่อเป็นของขวัญสวยงาม เตรียมไว้สำหรับให้คนไร้บ้านได้ร่วมสนุกจับฉลาก เนื่องในเทศกาลปีใหม่เป็นครั้งแรก!!

เช่นเดียวกัน ของเล่น ของขวัญมือหนึ่ง หนึ่งพันชิ้นสำหรับเด็กป่วย ถูกนำไปกระจายต่อเพื่อใช้ในกิจกรรมเทศกาลปีใหม่และวันเด็ก เพื่อให้เด็กป่วยได้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความสุขนี้ เฉกเช่นพวกเราทุกคน กว่า 8 โรงพยาบาลเด็กป่วยกว่า 200 คนได้รับของขวัญส่งถึงมือและถึงเตียง นำความสุขสนุกสนานกระจายไปทั่ววอร์ด

ซึ่งนอกจาก เด็กป่วยที่ได้รับของขวัญแล้ว ยังมีมีเด็กชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล เด็กในชุมชนแออัด มูลนิธิดวงประทีป เด็กถูกขายแรงงานในไร่ส้ม อำเภอ ฝาง จังหวัด เชียงใหม่ และเด็กในชุมชนต่างๆอีกด้วย

ตลอดปีที่ผ่านมารอยยิ้มไม่เคยจางหาย ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ
เพราะในทุกการบริจาค ผู้รับ รับรู้ถึงความตั้งใจและน้ำใจของผู้ให้ทุกคนด้วยความซาบซึ้ง
และขอขอบคุณทุกท่าน ด้วยการดูแลรักษาของทุกชิ้นที่ได้รับมาเป็นอย่างดีด้วยความเต็มใจ

Share Button

โรคภัยไม่อาจขวางกั้น..สร้างความสุขให้ในทุกเทศกาลเพื่อเด็กป่วย

โรคภัยไม่อาจขวางกั้น..สร้างความสุขให้ในทุกเทศกาลเพื่อเด็กป่วย

เป็นปีที่ 12 แล้วที่โครงการโรงพยาบาลมีสุข จัดกิจกรรมปีใหม่และวันเด็กสำหรับเด็กป่วยขึ้นใน 8 โรงพยาบาลผ่านการระดมของขวัญ ของเล่น ตุ๊กตา อุปกรณ์เครื่องเขียน นมกล่องและของเล่นเสริมทักษะพัฒนาการต่างๆ สำหรับเด็กในทุกวัยที่มารักษาตัวในโรงพยาบาล

ในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ทางมูลนิธิกระจกเงาจะเปิดขอรับของบริจาคมือหนึ่ง
เพื่อเตรียมให้กับเด็กป่วยกว่าหนึ่งพันชิ้น ทำไมต้องจึงเปิดรับเฉพาะของมือหนึ่งเท่านั้น
เพราะเด็กป่วยบางคนแพ้ไรฝุ่น บ้างภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเท่ากับพวกเรา ของเล่นทุกชิ้น จึงได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กป่วยทุกๆคน

และเทศกาลปีใหม่ถือเป็นเทศกาลที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความสุข เราเชื่อว่าเด็กป่วยทุกคนควรได้รับสิทธิร่วมสนุกและมีความสุขในเทศกาลนี้เช่นกัน แม้ว่าบางคนจะนอนป่วยรักษาตัวอยู่บนเตียง เคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้ หรือบางคนกำลังเจ็บปวดทรมานจากบาดแผลผ่าตัด หรือเพิ่งผ่านการคีโมเพื่อรักษาโรคร้ายให้บรรเทา

ของขวัญชิ้นเล็กๆชิ้นน้อยจะถูกทยอยไปถึงเตียง ให้มือน้อยๆได้จับฉลากและได้มีโอกาสลุ้นกับของขวัญที่ถูกหีบห่ออย่างสวยงามตรงหน้า รอยยิ้มเล็กๆจะช่วยทำให้ลืมความเจ็บป่วยได้ชั่วคราว

สำหรับเด็กป่วยที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทางโครงการโรงพยาบาลมีสุข จะจำลองบรรยากาศปาร์ตี้เล็กๆให้เกิดขึ้นในห้องสันทนาการ ทุกคนจะได้ร้องเพลง จับฉลากและหัวเราะไปกับเกมส์ง่ายๆพอให้รู้สึกผ่อนคลาย พ่อแม่ผู้ปกครองก็สนุกสนานไปกับลุ้นว่าลูกหลานจะจับฉลากได้สิ่งใดกลับไปกอดไปเล่นที่เตียง

ความสุขในทุกเทศกาลแห่งความสุขของเด็กป่วยจึงไม่ใช่แค่เพียงการร้องรำทำเพลง และได้รับของขวัญเป็นของเล่นและตุ๊กตาเพียงเท่านั้น … การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในปาร์ตี้เล็กๆ กลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ความเจ็บป่วยเป็นเพียงเรื่องราวธรรมดา ที่ไม่อาจพรากความสุขสนุกไปจากหัวใจได้

มูลนิธิกระจกเงายังเปิดรับบริจาค : ตุ๊กตา,ของเล่นเด็ก,ของเล่นเสริมทักษะ,นมกล่อง ,อุปกรณ์เครื่องเขียน (ดินสอ,สี,สมุดภาพระบายสี) เพื่อใช้จัดกิจกรรมวันเด็กที่กำลังเดินทางมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ ของขวัญทุกชิ้นจะถูกส่งต่อไปยัง 8 โรงพยาบาล อันประกอบด้วย

1.โรงพยาบาลรามาธิบดี
2.โรงพยาบาลราชวิถี
3.โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
4.ศูนย์การแพทย์ปัญญานัทภิกขุ ชลประทาน
5.สถาบันสุขภาพแห่งชาติมหาราชินี
6.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
7.โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
8.โรงพยาบาลตำรวจ

#ที่อยู่ในการจัดส่ง
โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 191 ซอยวิภาวดีรังสิต 62 (แยก 4-7)
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210

สอบถามเพิ่มเติม : คุณมินนี่ 085-1966102

Share Button

เด็กในวันนี้ คืออนาคตของวันข้างหน้า

เด็กในวันนี้ คืออนาคตของวันข้างหน้า

“เด็กเยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ” คือคำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2562 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จากคำขวัญดังกล่าวทำให้เห็นว่า การสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนประกอบสร้างตัวตนใหม่เพื่อเป็นคนมี “จิตอาสา” นั้นสามารถทำให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ในการแสดงออกและสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติได้อย่างแท้จริง

“กระบวนการจิตอาสา สร้างเยาวชนที่พัฒนาชาติได้อย่างไร”.. การปลูกฝังให้เด็กมีจิตใจอันเป็นอาสาเท่ากับการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้แก่หัวใจอันไร้เดียงสา แม้ว่าปัจจุบันหลักสูตรการเรียนการสอนจะบรรจุ ประเด็น “จิตอาสา” เอาไว้เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง แต่ดูเหมือนว่ากระบวนการเรียนรู้เรื่องจิตอาสาผ่านการลงมือทำจริงนั้น จะดูผิวเผินเพียงแค่ลงแรงและใช้กำลัง เช่นการเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้ายากจน การบริจาคทำบุญที่ทำแล้วจบเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เกิดเรียนรู้แบบเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงจากสิ่งที่ตนเองทำกับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาหนึ่งปัญหาใดที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเข้าใจ หรือรู้สึกประหนึ่งว่าได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้อื่น เช่นนี้จึงนับไว้เพียงว่าเป็นกระบวนการที่สร้าง Sympathy ซึ่งถือเป็นเพียงการฝึกให้เด็กมีความรู้สึกสงสารเห็นใจผู้อื่น ซึ่งมักมองเห็นจากมุมมองของตัวเองเป็นหลักและสร้างคุณค่าของการเป็นผู้ให้ ที่ดูสูงและยิ่งใหญ่กว่า

สิ่งสำคัญคือการส่งเสริมให้เด็กที่อยู่ในช่วงวัยกำลังเรียนรู้และสร้างแบบบุคลิกภาพก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผ่านกิจกรรมจิตอาสาที่สร้างความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือที่เรียกว่า Empathy เพราะทำงานจิตอาสาในรูปแบบที่ต้องเสียสละตนเองและทำประโยชน์ให้สังคม จึงถือเป็นกระบวนการที่ดีงามที่สุด โดยการให้เขาได้มีโอกาสลงมือทำจริง เห็นและเรียนรู้ผู้คนที่มีความแตกต่าง ในแง่ของความเป็นจริง ให้เขาได้สัมผัส คลุกคลีกับปัญหาเพื่อเรียนรู้ว่าโลกใบนี้มีความแตกต่าง สูง ต่ำ ดำ ขาว มีคนรวย คนจน คนเห็นแก่ตัว มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ปะปนอยู่ในชุมชนสังคม เมื่อเขาเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงที่ทั้งสวยงามและโหดร้ายแล้ว เขาจะสามารถเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งได้ เพราะนั่นคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาวัยรุ่น ด้วยเชื่อว่ากิจกรรมจิตอาสาจะช่วยสร้าง empathy หรือความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน

“Empathy” มีเอกลักษณ์ในคุณสมบัติที่เป็นของตัวเองอยู่สี่อย่าง อย่างที่หนึ่งคือการเอาทัศนคติของคนอื่นมาใส่ในใจเรา (perspective-taking) ซึ่งทัศนคติของคนอื่นตัวนี้ตัวเราเองอาจจะไม่เห็นด้วย หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นเราอาจจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพื่อนสนิทของเรายังคบกับคนที่ทำให้เขาต้องมาร้องไห้กับเราถึงขนาดนี้ เเต่ perspective-taking คือการเข้าใจว่าในสิ่งที่เราไม่เข้าใจนั้นมันอาจจะเป็นความจริง (truth) สำหรับคนอื่นๆก็ได้

อย่างที่สอง คือการไม่ตัดสินใจความผิดถูกชั่วดีในสิ่งที่คนอื่นนำมาเล่าให้เราฟัง (หรือ staying out of judgment) อย่างที่สามเเละสี่ คือการอ่านความรู้สึกของคนอื่นเป็นเเละการสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างที่เขากำลังรู้สึกอยู่

เพราะฉะนั้นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรู้จักมีจิตอาสาเพื่อสาธารณะจึงไม่ใช่แค่เพียงการลงมือทำกิจกรรมต่างๆ โดยปราศจากการมีส่วนร่วม สิ่งสำคัญในการสร้างการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตคือการให้เด็กและเยาวชนได้ร่วมเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมสร้างรูปแบบกิจกรรมอาสาผ่านการรู้ เห็น สัมผัสและปฏิบัติตามความเป็นจริง เพื่อพัฒนาคุณภาพทางด้านกายและใจ ให้เขาเติบโตเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะของชาติ เป็นพลเมืองที่รู้ร้อนรู้หนาว และรับรู้ถึงปัญหาที่ซับซ้อนผ่านการคิดวิเคราะห์รอบด้านผ่านสองตาและสองมือที่กระทำจริง โดยไม่ตัดสิน วัดค่าและตีตรา ด้วยจิตใจของการเคารพในสิทธิและศักศรีดิ์ความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้วยความจริงใจ

Share Button

สิทธิในการเสพสุนทรียะและกลิ่นอันหอมหวนของบ้านในความทรงจำ

สิทธิในการเสพสุนทรียะและกลิ่นอันหอมหวนของบ้านในความทรงจำ

ที่นี่เราสามารถมองเห็นฟ้าได้ทุกสี เทียบเท่ากับทุกคน เพียงแต่ไม่อาจเห็นเส้นขอบฟ้า..
ฉันใด “การมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้า ก็เหมือนกับการมีชีวิตแต่เข้าไม่ถึงจังหวะเต้นของหัวใจ” ฉันนั้น

“เรือนจำ” ในที่นี้หมายถึง “เรือน” ที่ประทับตราตรึงไม่มีวันลืมเลือนอยู่ใน “ความทรงจำ”
เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ “ลืม” เราก็อาจต้องกลับมาที่นี่อีก จนกว่าจะ “จดจำ” เรือนแห่งนี้ได้ขึ้นใจ
สำหรับทุกคนที่ถูกเรือนแห่งนี้..จองพื้นที่ในความทรงจำ แค่มองเข้าไปในดวงตาอันแห้งแล้ง
เราสัมผัสถึงลมหายใจแห่งความ “คิดถึงบ้าน” สุดพรรณา

ภายใต้กำแพงซ้อนกำแพง สามสี่ห้าชั้น ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
กว่าเราจะเข้าถึงนักโทษชายที่มีตั้งแต่วัยฉกรรจ์ จนถึงเฒ่าชรา
หลังกำแพงสูงเสียดฟ้า ความรู้สึกของเราถูกกลั่นกรองทีละน้อย
ในแวบแรกของความคิด เรานึกถึงเส้นทางหลบหนี..

แปลกแต่จริง…

เมื่อร่างกายกำลังถูกกักขัง เพียงแค่เชิงกายภาพด้วยสิ่งก่อสร้างแน่นหนา
ความรู้สึกของเรากลับดิ้นรนหาอิสรภาพ นี่คงเป็นสัญชาติญาณสามัญธรรมดาของมนุษย์
ทั้งนี้..มันไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงใดๆ กับการเป็นคนดี คนเลว!!

“บทเพลง กาแฟ หญิงสาว น้ำแข็งใส และหนังสือ” สิ่งของธรรมดาแต่ไม่สามัญสำหรับที่นี่

“จริงใจแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง ผิดเพียงหนึ่งครั้ง ถึงเก้าซะที่ไหน” ยังไม่ทันสิ้นเสียงร้องนำ บรรดาชายหนุ่มรุ่นกระทงพากันเปล่งเสียงประสาน พร้อมแววตาแจ่มใส ท่วงทำนองดนตรีช่วยพาเขากลับสู่ร่องรอยแห่งความรื่นรมย์ของชีวิตเก่าๆอีกครั้ง อาจจะเนิ่นนานสำหรับนักโทษบางคนที่ไม่ได้เปล่งเสียงร้องเพลงดังๆอย่างนี้ แม้กระทั่งในความทรงจำ

“กาแฟเย็น” ชื่นใจถูกเสริฟให้ทุกคน แบบไม่อั้น อาจจะไม่ใช่กาแฟที่อร่อยที่สุด แต่มันก็ทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่ม ฉำ่เย็นขึ้นมาบ้าง คาเฟอีนสูบฉีดหัวใจให้คึกคักและทำให้บางคนคิดถึงเพื่อนที่ไม่ได้เจอมานาน คนที่เคยดื่มกาแฟร่วมกันในยามเช้าบ่าย

“หญิงสาวแปลกหน้า” อาสาสมัครหน้าตาจิ้มลิ้ม พวกเธอคิดอะไรอยู่ ถึงได้พาตัวเองมาถึงที่นี่ เพราะสำหรับที่นี่หญิงสาวคือ “สิ่งต้องห้าม” การเคลื่อนย้ายร่างกายไปมา หยิบจับข้าวของ จัดเรียงแก้วน้ำของพวกเธอ สายตาประหม่า แต่ไม่เหยียดหยัน ดูแคลน คงทำให้บางคนรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูแม่ ภรรยา หรือลูกสาว จัดเตรียมข้าวปลาอาหารอยู่ในห้องครัว เชื่อว่า ..จังหวะเต้นของหัวใจใครบางคนคงเต้นดังโครมครามเหมือนชีวิตกลับมาธรรมดาสามัญอีกครั้ง บ้านที่มีผู้หญิง คือเรือนนอนที่อบอุ่น ปลอดภัยทั้งกายและใจสำหรับผู้ชายทุกคน

“น้ำแข็งใส” ขนมหวานๆเย็นๆ ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ยิ่งได้เคี้ยวน้ำแข็งพร้อมกับผลไม้เชื่อมนานาชนิด ยิ่งทำให้รู้สึกมีชีวิตมีรสชาติ มีชีวิตชีวา และกระชุ่มกระชวย ชีวิตของคนเราควรได้มีโอกาสลิ้มรสความหอมหวานแบบนี้ เพราะความสุนทรีย์ทางอารมณ์ต้องครบทั้งรูปรสกลิ่นและเสียง

“หนังสือ” ทุกคนสามารถเลือกหนังสือที่ตัวเองชอบได้คนละหนึ่งเล่ม ด้วยโครงการอาสามาเยี่ยมเชื่อว่า การอ่านคือการเปิดจินตนาการสู่โลกใบใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นโลกใบใหม่ที่ห่างไกลความจริงสำหรับนักโทษที่นี่ แต่การได้รู้ได้เห็นความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านตัวหนังสือ และภาพประกอบมันก็ทำให้เขารู้สึกเป็นอิสระเหมือนนักเดินทางแม้ในความฝันก็ยังดี

เพราะที่นี่คือที่ที่ทำให้คน “คิดถึงบ้าน” มากที่สุดในโลก

การมาของโครงการอาสามาเยี่ยม “เพื่อนนักโทษชายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” เพียงสองชั่วโมงครึ่งของการพบเจอกันมันช่วยลดโมงยามแห่งความโหยหาและคิดถึงบ้าน ช่างสั้นนักในห้วงสุนทรียะ แต่กลับสร้างความหมายใหม่ของการมีชีวิตต่อไปในเรือนจำที่เย็นชา ผ่าน“บทเพลง กาแฟ หญิงสาว น้ำแข็งใสและหนังสือ” เป็นการรวมตัวกันของสิ่งธรรมดาแต่ไม่สามัญที่นำพากลิ่นของบ้านให้ลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่แห่งความทรงจำ

Share Button

“ยกระดับ” ความสุขช่วงปีใหม่ด้วยการแบ่งปัน

“ยกระดับ” ความสุขช่วงปีใหม่ด้วยการแบ่งปัน

เคยนึกสนุกกันบ้างไหมว่า…ในวันปีใหม่เราจะนำของขวัญไปวางไว้หน้าบ้านใครสักคนที่เราไม่รู้จัก “วางของขวัญไว้หน้าบ้านใครสักคน” วิธีนี้เป็นเคล็ดลับการสร้างความสุขอย่างหนึ่งจากหนังสือ The Little Book of Lykke เขียนโดย Meik Wiking ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความสุขในโคเปนเฮเกน

Lykke “ลุกกะ” เป็นภาษาเดนมาร์ก แปลว่า “ความสุข” และประเทศเดนมาร์กสามารถครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดของโลกหลายปีซ้อน แล้วทำไมชาวเดนมาร์กจึงถูกจัดว่ามีความสุขที่สุดในโลกนะหรือ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศนี้เขามีสวัสดิการจากรัฐไว้ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนทุกคนแม้กระทั่งคนยากไร้ให้อยู่ดีมีสุขอย่างที่สุดไงล่ะ

มองตามความเป็นจริงแม้ประเทศไทยจะยังห่างไกลจากการจัดอันดับความสุขระดับโลกอยู่หลายขุม แต่เราก็ยังสามารถสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในแบบเราได้ โดยเฉพาะคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของน้ำใจของคนไทย ที่ไม่เคยเป็นรองใคร

“น้ำใจ” เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การให้ในรูปแบบที่ไม่หวังผล การแบ่งปันน้ำใจทำได้ง่ายมาก ไม่ซับซ้อน และสร้างความสุขให้โลกน่าอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ปีใหม่นี้มูลนิธิกระจกเงาขอเป็นตัวแทนในการ “นำของขวัญไปวางไว้หน้าบ้านใครสักคนที่คุณไม่รู้จัก” และสำคัญไปกว่านั้น ใครคนนั้นอาจเป็นเด็กๆ ที่ไม่เคยมีของเล่นเป็นของตัวเองเลยในชีวิต เมื่อนั้นความสนุกจากการนึกคิดจะกลายเป็นความสุขของผู้รับในโลกความจริง และกลายเป็นความสุขใจย้อนกลับแบบยกกำลังสองถึงผู้ให้ในทันที …แค่คิดจะให้ ก็ได้รับ

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เราเปิดรับน้ำใจจากการแบ่งปันในทุกรูปแบบ การบริจาคของขวัญ ของเล่นสำหรับเด็กทุกวัย ข้าวของเครื่องใช้ทั้งมือหนึ่งหรือมือสองที่คุณแบ่งปันให้มา จะถูกส่งต่อถึงมือผู้รับที่ต้องการ

ส่งท้ายปีเก่าเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการ “แบ่งปันข้ามปี” เพื่อเติมเต็มหัวใจให้คนที่ขาด น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างความสุขหรือความแช่มชื่นเล็กๆ ในใจได้ เราจึงชวนให้คุณๆ ส่ง ส.ค.ส. ด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จะถูกแปลงเป็นของขวัญทรงคุณค่าสำหรับบางคน …เพราะการให้คือการได้รับอย่างไม่รู้จบ
…เพราะความสุขเป็นจริงได้เมื่อเราแบ่งปัน.

Share Button

“การแบ่งปัน” แบบฝึกหัดของชีวิตวัยเยาว์

“การแบ่งปัน” แบบฝึกหัดของชีวิตวัยเยาว์

เด็กหญิงวัยห้าขวบกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือ ในขณะที่พี่ชายวัยแปดขวบกำลังเล่นแทปเล็ต ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างไหลเร็วเสียจนพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ตั้งตัวไม่ทัน แม้ ‘พล’ กับ ‘แป๋ว’ สองสามีภรรยาชนชั้นกลาง พนักงานบริษัทกินเงินเดือนชนเดือนจะพยายามจำกัดเวลาการใช้อุปกรณ์สื่อสารของลูกรักทั้งสอง แต่ก็อดใจเสียไม่ได้เมื่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอยู่ในยุคสังคมก้มหน้า แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ไม่เว้น

พลมองของเล่นของลูกเกลื่อนตามมุมคอนโดขนาดกะทัดรัดกลางเมือง พลางถอนหายใจ สารพัดตุ๊กตาของลูกสาวกระจายอยู่ทั่วห้อง บางตัวอยู่ในสภาพใหม่ บางตัวแขนหลุด ชุดรุ่ย ส่วนรถหลากชนิดและหุ่นยนต์ทหารของลูกชายก็กระจายอยู่บนโซฟา และตามใต้โต๊ะเก้าอี้ “อีกไม่กี่วันจะปีใหม่แล้ว พ่อว่าเรามาคุยกันดีกว่ามั้ย จะไปเที่ยวที่ไหนดี” คำว่าเที่ยวมักได้ผลเสมอกับเด็ก ๆ ทั้งลูกสาวและลูกชายพักสายตาจากหน้าจอ แล้วหันมามองผู้เป็นพ่อ “วางโทรศัพท์ก่อนนะลูก นี่ก็ใกล้ครบเวลาหนึ่งชั่วโมงตามที่ตกลงกันไว้แล้วนะ” แป๋วผู้เป็นแม่เดินออกมาจากโซนครัว ในมือถือจานผลไม้หั่นมาให้ผู้เป็นสามีและลูก ๆ

“ขอต่อเวลาอีกหน่อยนะจ้ะแม่” ลูกชายพูดขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องไปเที่ยวกันหรอก อยู่บ้านเล่นมือถือนี่แหละ ดีมั้ย” ได้ผล สิ้นคำพูดของพล เด็กทั้งสองวางมือจากโลกส่วนตัวตรงหน้า และหันมามองผู้เป็นพ่อ ต่างพากันเสนอที่เที่ยวที่ตัวเองอยากไป ซึ่งก็ไม่พ้นสวนสนุก และร้านอาหารที่มีโซนสำหรับเด็กเล่น ซึ่งพลกับแป๋วเห็นว่า มีสถานที่อย่างนั้นมากมายไม่ใกล้บ้าน และไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย จึงตอบตกลง

“ลูก ๆ ก็ได้ไปแล้ว คราวนี้ของแม่บ้างนะ แม่อยากไปทำบุญบริจาคสิ่งของน่ะพ่อ” เด็กชายและเด็กหญิงมองหน้าผู้เป็นแม่แบบงงงวย

“ทำบุญบริจาคสิ่งของคืออะไรคะแม่ เหมือนหนูเอาขนมแบ่งให้เพื่อนกินอย่างนี้หรือเปล่าคะ” หนูน้อยถามเอียงคอ

“อันนั้นเขาเรียกว่ามีน้ำใจกับเพื่อนจ้ะลูก การบริจาคสิ่งของก็คือการทำบุญอย่างหนึ่ง ของที่เราไม่ได้ใช้แล้ว ก็จะถูกส่งต่อไปให้ผู้อื่นที่เขายังต้องการใช้ และสร้างประโยชน์ให้เขาได้น่ะลูก”

“พ่อว่าเอาตุ๊กตาของลูกไปบริจาคด้วยดีมั้ยแม่ มีหลายที่เลยที่เขารับบริจาค เดี๋ยวตัวพัง ๆ นี่ซ่อมเสียหน่อยก็ใช้ได้แล้วล่ะ”

“ไม่ได้นะครับพ่อ ผมยังเล่นอยู่”

“ไม่ให้ค่ะ มันของหนูนี่นา”

“แล้วถ้าเป็นของลูก ทำไมลูกไม่ดูแลรักษามันเลยล่ะ เล่นแล้วก็ไม่เก็บให้เป็นที่เป็นทาง เออ! แม่ว่าหนูเลือกบางตัวไปบริจาคมั้ยลูก ตัวที่ลูกไม่อยากเล่นแล้ว หรือไม่ชอบแล้ว”

“ทำไมหนูต้องเอาไปให้คนอื่นด้วยล่ะครับ เด็กคนอื่นไม่มีพ่อแม่ซื้อให้เหรอ”

“ฟังพ่อนะลูก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะมีพ่อแม่หรือไม่มีก็ตาม แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีพ่อแม่ที่มีเงินซื้อของเล่น เด็กบางคนไม่มีแม้แต่ของจะเล่นหรือเหมือนหนู แถมยังไม่มีเวลาเล่นอีก นอกจากเรียนและทำงานช่วยพ่อแม่”

“มีเด็กแบบนี้อยู่จริง ๆ เหรอครับพ่อ”

“โลกเราไม่ได้มีแค่เราหรือแค่ที่เราเห็นนะลูก ยังมีคนลำบากกว่าเราอีกเยอะ บางคนยังไปขายพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดง หรือเดินขายขนมขายดอกไม้ตามร้านอาหาร ลูกก็เคยเห็นนี่นา อย่าว่าแต่เงินซื้อของเล่นเลย ไม่รู้ว่ามีข้าวกินครบทุกมื้อมั้ย…ถ้าลูกไม่ได้ใช้ ก็แบ่งให้เขาไปเถอะลูก”

สองพี่น้องนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า และแยกย้ายกันเก็บของเล่นของตนมากองรวมกันไว้ แล้วคัดชิ้นที่ตัวเองไม่อยากเล่นออกไปอย่างตัดใจ ผู้เป็นพ่อและแม่เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบแบบนี้ ยุคที่ผู้คนเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น ซ้ำยังมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่นเป็นเรื่องไกลตัว แต่อย่างน้อยหากเราค่อย ๆ สอนลูกให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นคนที่มีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ยึดติดกับวัตถุจนเกินไป สิ่งนี้คือแบบฝึกหัดสำหรับชีวิตที่ยอดเยี่ยม ผ่านการสอนลูกให้เรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ให้และเริ่มแบ่งปันข้าวของเล็กๆน้อยๆให้ผู้อื่นตั้งแต่วัยเยาว์

Share Button